| Pan 的个人资料:::Khun Nu Pan:::照片日志列表 | 帮助 |
|
|
:::Khun Nu Pan:::My Life is Tasty!!! How is yours??? 11月2日 ภูมิต้านทานความทุกข์ ความจริงก็รู้ตัวนะ ว่าเป็นคนที่เครียดง่าย กังวลง่าย เรียกว่าทุกข์ง่ายก็ว่าได้ มีเรื่องอะไรในชีวิตที่มันไม่เป็นไปอย่างที่อยากให้เป็นก็จะเครียด กังวล ร้องไห้เสียใจ อย่างน้อยก็แป๊บนึง กว่าจะรู้สึกตัวและก้าวผ่านไป ช่วงนี้ก็กังวลจิปาถะ บ้านขายไม่ออก ลดราคาขาดทุนเข้าเนื้อ (เนื้อแหว่งไปหลายส่วน) ก็ยังดูจะขายไม่ได้ หรือว่าความรู้สึกอยากกลับบ้านที่ทวีคูณพอรู้ว่าอากงไม่ค่อยสบาย หม่าม้าก็ไม่ค่อยจะแข็งแรง ตอนแรกๆที่ยังไม่รู้เรื่องอากง ก็กังวลเรื่องบ้านเป็นวรรคเป็นเวร แถมยังจะกังวลหุ้นตกอีกแน่ะ พอรู้ว่าอากงไม่สบาย วันแรกก็ยังงงๆ ผ่านไป ผ่านไป เออ...ก็เพิ่งรู้นะว่าตัวเองความรู้สึกช้าขนาดนี้ สามวันกว่าจะเริ่มรู้สึกตัว ตอนนี้เรื่องบ้านก็เล็กลงจับใจ เรื่องหุ้นนี่ขี้ประติ๋วไปเลย... จู่ๆก็รู้สึกว่า นี่เรากำลังทำอะไรอยู่ ทำไมเราอยู่ที่นี่ ทำไมเราไม่ได้อยู่กับหม่าม้า ไม่ได้อยู่ข้างๆอากงล่ะ... ความรู้สึกแบบที่ทำให้เข้าใจสำนวนฝรั่งที่เรียกกันว่า Wake Up Call มันเหมือนมีอะไรมาปลุก มันเหมือนตื่นขึ้นมาจริงๆ ทางชีวิต แผนชีวิตที่เดินอยู่ มันไม่ได้เดินตามสิ่งที่ปัญเห็นว่าสำคัญที่สุดเลย ไอ้ความกังวลเรื่องขาดทุนบ้าน หรือว่าหุ้นตกไร้สาระ มันหายไปมากๆ เพราะจู่ๆก็เห็นว่า สิ่งเหล่านั้นมันไม่ได้สำคัญเท่ากับการได้กลับบ้าน ได้กลับไปอยู่ข้างๆคนที่สำคัญในชีวิตปัญ การตัดสินใจลดราคาบ้านก็ทำได้อย่างไม่ห่วงหน้าพะวังหลัง เพราะตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการกลับบ้าน มันชัดเจน ตอนนี้จะว่าไปก็กังวลเรื่องกลับบ้านเกินเหตุนิดหน่อย มองกันตามจริง ชีวิตก็มีข้อจำกัด จริงอยู่ปัญอาจจะผลุนผลันซื้อตั๋วแล้วลากลับเมืองไทยพรุ่งนี้เลยก็ทำได้ แต่ภาระผูกพันต่างๆที่สร้างไว้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบ้าน ยังไงก็ต้องจัดการให้เรียบร้อยทางใดทางหนึ่ง หรือว่าเรื่องงาน ยังไงซะ จะจากก็ควรจากกันด้วยดี ไม่ใช้ให้เค้ามาก่นด่า (ถึงพ่อแม่เอาได้) ว่าจู่ๆก็หายไป ตามงานไม่ถูก สิ่งที่ปัญทำอยู่ ทางที่เดินอยู่ไม่ว่าจะเป็นลดราคาเพื่อเร่งให้ขายบ้านได้ หรือแม้แต่หาคนเช่าบ้าน (แผน 2) ในกรณีที่ขายไม่ได้จริงๆ ในมุมมองของปัญ (ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นกลางรึเปล่า) ก็คิดว่าดีที่สุดเท่าที่ปัญทำได้แล้ว ในเมื่อสิ่งที่ปัญควบคุมได้ก็ทำให้เต็มที่แล้ว จะไปทุกข์ร้อนเกินเหตุกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ มีแต่จะยิ่งทำให้คนรอบข้างเซ็งจัดซะเปล่าๆ (จริงๆเรื่องนี้ไม่ได้คิดได้เองนะ มีคนปลอบมาอีกที ว่าก็ทำเต็มความสามารถแล้ว ที่เหลือต้องปล่อยวางบ้าง) นี่แหละ ก็มาหวนคิดว่า ที่ผ่านมาชีวิตปัญเนี่ย ถึงจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ก็เป็นทางคอนกรีตเสริมเหล็กมั่นคง แถมปูพรมเป็นช่วงๆอีกต่างหาก สบายจะตาย โชคดีทุกอย่าง ไม่ว่าจะอยากเรียนอะไร อยากทำอะไร อยากเป็นอะไร ป๊าม้าก็สนับสนุนให้ได้ลองแทบทุกอย่าง พอมีอะไรที่มันนอกเหนือความควบคุมและไม่เป็นไปอย่างที่อยากให้เป็น ก็เลยไม่คุ้น เสียอกเสียใจ กังวลเป็นเรื่องราวใหญ่โต เทียบกับคนอื่นๆในโลกนี้แล้วก็นะ...ภูมิต้านทานความทุกข์ต่ำจริงๆ เฮ้อออ.... ไม่ว่ายังไง คิดว่าแผนกลับบ้านตอนนี้ดูดีมากเลย ยังไงซะน่าจะได้กลับช่วงปีใหม่ อย่างช้าก็ 15 มกราแหละนะ :) อวยชัยให้พรเรื่องบ้านกันหน่อยละกันค่ะ 9月20日 หายไปนาน...เตรียมตัวกลับเมืองไทยดีกว่า ไม่ได้เขียน space นานมากจริงๆ ซึ่งก็มีผลเสียนะ... รู้สึกว่าความสามารถในการประมวลข้อมูลออกมาเป็นคำพูดแย่ลง ความคิดสับสนมากขึ้น จริงๆแล้วการเขียนอะไรเป็นประจำนี่ก็ดีนะ เหมือนกับได้ใช้เวลากับตัวเองและเรื่องราวที่เกิดขึ้น ลำดับเหตุการณ์ และเรียบเรียงออกมาเป็นเรื่องราวที่บอกเล่าให้คนอื่น (หรือตัวเองในอีก 1 ปีข้างหน้า) อ่านแล้วเข้าใจได้ จริงๆแล้วสาเหตุที่ไม่ได้เขียน space ก็เพราะว่า space มันปรับโฉมใหม่แล้วรู้สึกว่าใช้ยาก ไม่คุ้นเคย เฮ้อ...อย่างเรื่องอัลบั้มรูปเนี่ย ยอมแพ้แล้ว ทำยังไงก็หมุนรูปให้เป็นแนวตั้งไม่ได้ ไม่เข้าใจจริงๆ ประกอบกับ(ใช้คำได้เป็นทางการสุดๆ "ประกอบกับ" ฮะฮะ) ประกอบกับคอมส่วนตัวเจ๊ง คอมออฟฟิสก็ล็อกภาษาไทยไว้ เลยไม่ค่อยได้เข้า space (ตอนนี้ซื้อคอมใหม่แล้ว เย้ เย้) เข้าเรื่อง เข้าเรื่อง ตอนนี้ก็ประกาศขายบ้านไปแล้ว เตรียมตัวกลับเมืองไทยอย่างถาวร นอกจากเรื่องขายบ้านแล้ว ก็ยังมีเรื่องที่มีสาระและไม่มีสาระที่คิดว่าควรทำในช่วงก่อนจะกลับนี้ เรื่องที่มีสาระก็เช่น ขายของในบ้าน จัดว่าอันไหนจะเอากลับ ถ้าเอาจะขนเรือหรือใส่กระเป๋าหิ้วกลับเอง อันที่ไม่เอาจะบริจาคหรือว่าขาย เรื่องที่ไม่มีสาระนักก็เช่น คิดว่าจะเขียน space ให้บ่อยขึ้น จะได้ช่วยแก้เรื่องไทยคำอังกฤษคำ (ไม่ไหวไม่ไหว ตอนนี้เป็นหนักมาก ยิ่งเจอป๊ะป๋าพยายามจะหัดพูดภาษาอังกฤษใส่ด้วยยิ่งงงหนักเลย ฮิฮิ) ช่วงนี้ก็เที่ยวบ่อยขึ้น เพราะคงไม่ได้มาอเมริกาอีกนาน (ไว้จะเล่าเรื่องเที่ยวในนี้ดีกว่า) ตอนนี้ก็เตรียมจัดรายการเที่ยว Los Angeles กับคุณป๊าคุณม้าอยู่ รายการเที่ยวตอนนี้คร่าวๆมาก บินไป LA คืนวันอังคารที่ 6 ตุลา สถานที่เที่ยวในรายการที่จะไปแน่นอน - Getty Villa and Getty Center - Griffith Observatory - Universal Studio - Beverly Hill/ Sunset Blvd/ Downtown/ China Town/ Little Tokyo และมีรายการที่คิดไว้แต่ยังไม่แน่นอนอีกมากมาย คืนวันอาทิตย์ที่ 11 ตุลา ป๊าม้าก็ขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพ ส่วนปัญก็กลับ Richmond มาถึงเช้าวันจันทร์ ทำงานต่อเลย (เศร้าจริง) วันนี้จะต้องวางแผนเที่ยวให้เสร็จ (ซะที) วางแผนเที่ยวเองครั้งนึงเนี่ย อย่างกลับจะสอบเอนใหม่เลย อ่านเยอะมากๆ แต่พอตอนไปแล้วก็รู้สึกคุ้มนะที่เตรียมตัวมา ไม่เสียเงินกับเวลาที่บินมาฟรีๆ 2月21日 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาของคุณปัญไม่ได้เขียนอะไรนานแล้ว...วันนี้ตื่นขึ้นมาแล้วก็นึกว่าเมื่อวานทำอะไรไปบ้าง บางทีก็น่าจะเขียนเอาไว้อ่านเล่น
บ่ายสอง ศุกร์ที่ 20 กุมภา
อยู่ที่ออฟฟิส อ่าน reply all email อันที่ 20 เรื่อง Happy Hour (เพื่อนที่เคยอยู่ทีมเดียวกัน ชื่อ Vihn (อ่านว่า วิน) ย้ายทีมไปแล้วก็เลยย้ายเมือง เพิ่งย้ายกลับมา 2 อาทิตย์เลยจะนัด Happy Hour)... มองงานสุดถึกไร้สมองของตัวเองที่ต้องทำให้เสร็จก่อนจันทร์เช้าแล้วก็ถอนใจ...เปิดเว็บดูหุ้น Citi ที่เหลือไม่ถึง 2 เหรียญ (มันทำไปได้จริงๆ)
ยัยพรมแดง (เพื่อนในออฟฟิสคนนึง) เดินมาถามว่าไหนบอกจะรีบกลับบ้าน หันไปดูนาฬิกา เลยบอกว่าจะกลับแล้วล่ะ ...เข้าไปกอดยัยพรมแดงทีนึงและอวยชัยให้พร เพราะเจ๊จะบินไป Wisconsin คืนนั้น
เก็บของ Stand by computer...เอาสมุดภาษาจีนไปหาวิเวียน (เป็นคนจีนนะ) ถามว่า Shang2ci4 shi4bu2shi4 shou1 เนี่ยอ่านยังไง...หัดออกเสียงอยู่ 3 นาที คนอื่นในออฟฟิสเริ่มทนไม่ได้นั่งขำกันใหญ่...เดินไปเอาของที่โต๊ะ ลากกระเป๋าไปห้องโปรเจ็ค กะจะไปบอกลาประชาชน ไม่มีใครอยู่เลย (สงสัยไปประชุม)
บ่ายสอง 40
ขับรถกลับบ้าน แวะข้างทางที่มีกองฟืนพร้อมป้ายโฆษณาขายฟืน... มองๆไปไม่มีคน โทรไปตามเบอร์เป็นให้ฝากข้อความ เลยค่อยๆถอยรถจะจากไป มีเด็กฝรั่งวิ่งมา 3 คนจากบ้านที่อยู่หลังกองฟืนไปซัก 150 เมตร โบกมือๆ พ่อเค้า(มั้ง) เดินตามมา เลยเจรจาซื้อฟืน เค้าบอกว่าเดี๋ยวเค้าขับตามไปส่งให้ที่บ้านละกัน ขาย load ละ $80 ...คิดนึดนึง ถามว่าเอาครึ่งเดียวได้ป่าว พอบอกว่าได้ เค้าก็ขับตามมา
บ่ายสอง 50
รถกระบะฟอร์ดสีแดงขนาด(โคด)ใหญ่มาจอดหน้าบ้าน แล้วก็ถอยรถขึ้นฟุตบาตและสนามหญ้าไปจอดหลังบ้านปัญ คุณคนขายฟืนก็เริ่มลำเลียงฟืนไปเรียงไว้ที่ระเบียงหลังบ้านปัญ พร้อมกับค่อยๆอธิบายวิธีจุด เค้าบอกว่าเอาฟืนสังเคราะห์ที่ปัญมีจุดก่อนแล้วก็เอาฟืนจริงค่อยๆใส่ตาม เตาผิงสามารถจุดไว้ 24 ชั่วโมงได้ ไม่อันตรายถ้าปล่องไฟสะอาดพอ...ขณะที่เล่าก็ยังลำเลียงฟืนมาลงเรื่อยๆอย่างไม่หยุด...(เยอะว่ะ...นี่ชั้นทำอะไรไปเนี่ย) เอาเงินสด $40 จ่ายเค้าไป แล้วเค้าก็ส่งนามบัตรมาให้ว่ารับล้างและเคลือบระเบียง $150 เค้าชี้ไปที่บ้านข้างๆว่าเสร็จแล้วจะเหมือนแบบนั้น (เว่อร์ป่าว ของข้างบ้านมันดูดีกว่า 10 เท่าเลยนะ) บอกเค้าไปว่าคิดดูก่อนนะ ขอบคุณ ...เค้าขับรถจากไป...หันไปมองกองฟืนมีฟืนเป็นไม้ท่อนใหญ่เกิน 40 ท่อน (ปกติซื้อฟืนสังเคราะห์ 4 ท่อน $15 แต่ละท่อนอยู่ได้ 3 ชั่วโมง) อืม...เหลืออีกไม่เกินหนึ่งเดือนอากาศจะหายหนาว (คิดว่า "นี่ชั้นทำอะไรไปเนี่ย" อีกรอบ)
เอาฟืนสังเคราะห์ไปจุด และเอาฟืนจริงท่อนเล็กๆไปวางข้างๆกัน
บ่ายสาม 10 นาที
ช่างแอร์มา (นี่คือสาเหตุที่กลับเร็วค่ะ) เดินเข้ามาดู HVAC (ย่อมาจากอะไรไม่รู้ แต่ว่าเป็นเครื่อง heat pump (ให้ความร้อนโดยใช้หลักการเดียวกับแอร์แต่ตรงข้ามกัน), furnace (ให้ความร้อนด้วยไฟฟ้าหรือแก๊ส) และแอร์ ...ทำงาน 3 อย่างในเครื่องเดียว) เรื่องของเรื่องคือ heat มันไม่ทำงาน (และอากาศตอนนี้ประมาณ hi 10/low -4 C) เค้าก็ดูๆ วัดกระแสไฟฟ้าที่สายไฟต่างๆ และสรุปว่า breaker นอกบ้านเสีย เค้าไม่เก็บตังค์นะ (คือเค้ามาไปทีนึงแล้วเมื่อวันจันทร์ที่มันหยุดทำงานไปรอบแรกและเก็บไปแล้ว $100)
เค้าโทรเรียกช่างไฟที่เค้ารู้จักให้แวะมา (โชคดีมากๆที่เฮียยอมมา ไม่งั้นคุณปัญคงจะเผาฟืนหมดนั่น weekend นี้แน่...เสาร์อาทิตย์หาช่างยอมมาลำบากมาก)... รอช่างไฟมา ช่างแอร์ก็อธิบายระบบสายไฟต่างๆและสัมภาษณ์ปัญเล็กน้อย
ช่างไฟมาพร้อมกับ breaker... เค้าเข้าไปตรวจ breaker เปลี่ยนใหม่ เอาอันเก่ามาให้ดู มีรอยไหม้นิดหน่อย เค้าบอกว่าสายไฟเข้า breaker หลวมเลยมีไฟรั่ว heat เลยไม่ทำงาน ปัญย้ำให้เข้าช่วยตรวจสายไฟของ breaker ที่เหลือทั้งหมดให้ เค้าหัวเราะและบอกว่าทำให้แล้ว เค้าเก็บค่า breaker $40 (ราคาตามจริง) และค่าแรง $50 (ซึ่งเทียบไปแล้วถูกผิดปกติ) ...ช่างแอร์หันมาทำหน้างงๆ ช่างไฟก็บอกว่า เอาเหอะ มาถึงเปลี่ยนเลยมันเร็ว เลยเก็บแค่นี้ (ปกติช่างไฟที่นี่คิดชั่วโมงละ$70-$100 ได้ ขั้นต่ำ 1 ชั่วโมง)
ห้าโมงครึ่ง
ทุกคนกลับไป heat ทำงาน เตาผิงมีไฟ...เอาคอมมาจะเริ่มทำงาน เอาเบาะไปวางนั่งทำงานข้างเตาผิง
หกโมงกว่า
ไฟหรี่ลงมาก (เกิดอะไรขึ้นฟะ) ฟืนสังเคราะห์เผาหมดแล้วเหลือเป็นถ่านคุแดงๆ ไม่มีเปลว ฟืนท่อนเล็กเผาจะหมดแล้ว...เอาฟืนท่อนใหญ่มาเติม พอวางปุ๊บ ไปก็ดับปั๊บ...(ไม่นะ!)
เอาเศษไม้มาทาน้ำยาช่วยไฟติด (เป็นแอลกอฮอล์เจล) จุดและใส่เข้าไปในเตาผิง ไฟลุกโชน...พัดๆๆ ไฟเริ่มมอด (ไม่นะ!) พัดๆๆๆ ควันฟุ้ง ไฟดับ
เอากระดาษหนังสือพิมพ์มาจุดและใส่เข้าไปในเตาผิง ไฟลุกโชน...พัดๆๆ ไฟเริ่มมอด (ไม่นะ!) พัดๆๆๆ ควันฟุ้ง ไฟดับ
เอากระดาษหนังสือโฆษณามาจุดและใส่เข้าไปในเตาผิง ไฟลุกโชน...พัดๆๆ ไฟเริ่มมอด (ไม่นะ!) พัดๆๆๆ ควันฟุ้ง ไฟดับ
เอากระดาษหนังสือโฆษณาอีกชุดมาจุดและใส่เข้าไปในเตาผิง ไฟลุกโชน...พัดๆๆ ไฟเริ่มมอด (ไม่นะ!) พัดๆๆๆ ควันฟุ้ง ไฟดับ
... มองนาฬิกา ทุ่มกว่าแล้ว
เปิดคอมเช็คอีเมล data ที่รอคอยมา 2 วันก็มาถึง...ส่งมาตอนหกโมงวันศุกร์เนี่ยนะ เฮ้อ ...เปิด facebook เล่นเกม Geo Challenge ได้ hi-score ใหม่ (ของตัวเองอะนะ) ดีใจ...ทำงานต่อ
ทุ่ม 45
battery เริ่มร่อยหรอ...คิดว่าจะไปเอาปลั๊กมาเสียบ ก็จะระลึกได้ว่าไม่ได้เอาปลั๊กกลับมาจากออฟฟิส
เปิด Outlook ดู invite ปาร์ตี้วันเกิดของจอช (Josh) ที่ส่งมา...invite บอกว่าเริ่ม 2 ทุ่ม จบตี 1 ให้ทุกคนซื้อเบียร์ไปคนละ 6 ขวดเพราะจะชิมเบียร์กัน ...ปิดคอม
เอาไก่อบที่เหลืออยู่ไปอุ่น...ยืนกินไก่อบที่หน้าไมโครเวฟ นาฬิกาที่ไมโครเวฟบอกเวลา 2 ทุ่ม 5 นาที
กินน้ำ เก็บของ ออกจากบ้าน
2 ทุ่ม 20 นาที
จอดรถที่ร้านเหล้าชื่อ Total Wine and More เดินเข้าไป...โห...ไวน์เยอะจัดจริงๆ มองๆหาช่องขายเบียร์ ....ผู้หญิงสองคนที่ยืนตรงนั้นมันคุ้นๆ ..."พี่ตาล!" พี่ตาลกับพี่ชมภูหันมา แล้วก็หัวเราะกันใหญ่ พี่สองคนเค้ามาซื้อไวน์ (ดูดีมีระดับกว่าเบียร์เห็นๆ)
เดินไปทั่วร้านมีเบียร์ให้เลือกเป็นร้อยอย่างจากทั่วโลก (ไม่น่าเชื่อจริงๆ) ไม่มีอันไหนดูน่าสนใจเลย...หยิบเบียร์อะไรไม่รู้รส Lime Cactus อืมมม มะนาวกระบองเพชร... เอาอันนี้แหละ...เดินวนรอบร้านอีกหนึ่งรอบ...ที่มุมหลังสุดของร้าน ชั้นวางสุดท้ายอันล่างสุด ตรงมุมสุด...นี่มัน...."เบียร์สิงห์"! หยิบเบียร์สิงห์แล้วเอาเบียร์มะนาวกระบองเพรชไปเก็บ
เดินไปจ่ายตังค์...มองไปที่ผู้ชายที่กำลังเดินเข้าร้านมา ... "ทีเจ!"
ทีเจหันมา "อ้าว...นี่จะไปบ้านอาร์จุนเหมือนกันปะ" ปัญพยักหน้า ทีเจเดินไปที่ชั้นวางเบียร์
จ่ายตังค์ $11 กว่า
ออกไปขึ้นรถ
สามทุ่ม 15
จอดรถที่อพาร์ทเมนท์อาร์จุน...(ตึกไหนฟะ) มองๆ จากการจำได้ที่มาคราวก่อน เดินไปที่ตึกผู้ต้องสงสัย หาโทรศัพท์จะโทรหาจอช
เดินขึ้นไปครึ่งชั้นมีรถเลี้ยวเข้ามาจอด ทีเจกำลังลงมา...
ยืนรอ
ทีเจ (คนจีนโตอเมริกา) เดินนำ (เพราะเค้ามีเบอร์ตึกและเบอร์ห้อง)
เข้าไปที่ห้อง...มีแค่อาร์จุน (อินเดียเจ้าของห้อง) กับจอชและทีน่า (คนจีนมาโตอเมริกา เพิ่งแต่งงานกัน)
(เอ่อ....นัด 2 ทุ่มไม่ใช่เหรอคะ)
ทีเจเอาเบียร์ไปวางหน้าจอช ...จอชหิ้วเบียร์ไปแช่เย็น
ปัญทักกับทีน่า อาร์จุนบอกว่าเห็นประกาศโปรโมทแล้ว ดีใจด้วยนะ ปัญขอบคุณ
ปัญเอาเบียร์ไปวางหน้าจอช ...จอชหิ้วเบียร์ไปแช่เย็น
จูเลีย (เด็กจีนคนใหม่ไม่เคยเจอมาก่อน มาโตที่แคนาดา) เข้ามาทักทายผู้คน
แอนดี้ กับนีล (คนอเมริกาทั้งคู่) เดินเข้ามา
แอนดี้เอาเบียร์ไปวางหน้าจอช ...จอชหิ้วเบียร์ไปแช่เย็น
อเล็กซ์ (คนฮ่องกง) เดินเข้ามา
ปัญบอกจอชว่า ทุกคนที่เข้ามาจะเอาเอาเบียร์ไปวางหน้าจอช ...แล้วจอชหิ้วเบียร์ไปแช่เย็น
จอชตะโกนบอกอเล็กซ์ว่าให้เอาเบียร์ไปแช่เย็นได้เลย
สิทธิ(อินเดีย) เข้ามา
...คนคุยกัน คุยกัน คุยกัน
...ทีเจกับอาร์จุนพูดเป็นรอบที่ร้อยว่าจะสั่งพิซซ่า...
จอชเริ่มเปิดเบียร์มาลอง
ปัญเลือกแก้วหนึ่งใบและเดินไปล้างแก้ว แก้วไม่สะอาดจริงๆ...ทีเจบอกว่าปัญล้างแก้วอีกแล้ว จอชบอกว่าล้างน้ำเปล่าให้แล้ว จูเลียถามว่าทำไมปัญต้องล้างแก้ว ทีน่าตะโกนมาบอกว่าถึงจอชบอกว่าสะอาดก็เชื่อไม่ได้ จอชตะโกนมาอีกครั้งว่าล้างน้ำเปล่าให้แล้วจริงๆ
(โอ๊ยยยยย....จะบ้าตาย)
สี่ทุ่มกว่า
เริ่มชิมเบียร์...ปัญชิมไป 5 อย่าง (อย่างละจิบ) มันก็ไม่เหมือนกัน แต่ไม่ชอบซักอย่าง ก็เบียร์ยังไงก็คือเบียร์
จอชเปิดหนัง Kangfu Hastle
ทีเจกับอาร์จุนยังพยายามนับคนว่าใครจะเอาพิซซ่าบ้าง
หนังเริ่มฉาย
จวน (คนจีน) กับ ตานฮวา (จีน) เข้ามา ไปเปิดเบียร์กิน แล้วมาดูหนัง
อาร์จุนถามว่าจอชเอาชิพมาเล่นโป๊กเกอร์รึเปล่า...จอชไม่ได้เอามา อาร์จุนจะกลับไปเอา จอชกับทีน่าไม่มีใครยอมไปเพราะจะดูหนัง
ทีเจถามว่าจะสั่งพิซซ่ารึยัง
แพทริก (ฮ่องกง) เข้ามา
อาร์จุนทนไม่ได้ pause หนัง แล้วโทรสั่งพิซซ่า...(ในที่สุด..)
ดูหนังกันต่อไป...มีคนอินเดียและฝรั่งถามด้วยความงงๆเป็นจังหวะ
พิซซ่ามาส่ง คนที่กินก็กินไป
ไม่รู้กี่โมง...หนังจีนจบ
จอชกับอาร์จุนออกไปเอาชิพ
สิทธิเอาหนังอินเดียในห้องอาร์จุนมาเปิด เรื่อง Singh is Kingh
...เป็นหนังที่มั่ว ตลก แลประหลาดสุดๆๆๆ...ไปถ่ายที่อินเดีย ออสเตรเลียและอียิปต์
(ได้ความรู้ใหม่ว่าหนังอินเดียมันถ่ายทำเหมือนละครช่องเจ็ด ประเภทที่ว่านางเอกใส่ชุดดำ เดินคุยๆกับพระเอกอยู่ พอถึงที่ใหม่ชุดกลายเป็นสีชมพูแล้ว
จะมีฉายร้องเพลง และเต้นกัน อยู่หน้าปิรามิด -_-"
จอชกับอาร์จุนกลับมา
จูเลียกลับบ้าน
เริ่มเล่นโป๊กเกอร์ ...ตาละ 10c เป็นขั้นต่ำ
...เป็นครั้งที่สองของปัญที่เล่น poker อย่างจริงจัง (ด้วยเงิน $5 ฮะฮะ) เวลาเล่น ใจเต้นแรง อะดรีนาลีนหลั่ง มือเย็น มือสั่น และหน้าร้อน...ประหลาดดี
หนังอินเดียก็ยังฉายอยู่
คนที่เล่นมีปัญ อเล็กซ์ อาร์จุน นีล แพทริก แอนดี้ จอช และสิทธิ
เล่นไปอย่างช้าๆ ปัญไม่ค่อยสังเกตใครเป็นพิเศษ
ตาที่ปัญได้หลักๆก็มี...
ปัญมี 7 กับ J เป็น big blind เลยไม่ fold
ไพ่ 3 ใบที่เปิดมามีคู่ 7 กับอะไรไม่รู้...ปัญได้ตอง จอชเรียกเพิ่ม ปัญตาม บางคนก็ตาม ...คิดว่าจอชจะมี 7 อีกใบมั้ย
ไพ่ใบที่ 4 เป็น J...ปัญได้ Full House
จอชเรียก ปัญตาม แอนดี้ตาม...คนอื่น fold หมด
แอนดี้เรียกเพิ่ม ปัญเรียกต่อ จอช fold
แอนดี้ตาม...ปัญชนะ
(แอนดี้หันไปคุยกับทีเจ คิดว่าปัญ bluff ที่มาเรียกตอนท้าย เพราะปัญมีตองตั้งแต่แรกน่าจะเรียกหนักๆ...ทีเจบอกว่าปัญ bluff ไม่เป็นหรอก จำไว้ละกัน)
ผ่านไป ได้บ้างเสียบ้าง อีกตาก็
ปัญมี 3 กับ 4 หัวใจ เลยลองเล่นต่อ...
ไพ่เปิดมา 3 ใบแรกเป็นหัวใจหมด ปัญได้ Flush
ใครไม่รู้เรียก ปัญตาม ไม่ได้เรียกเพิ่ม...คนเริ่ม fold และเริ่มตาม
ไพ่ใบที่ 4 เป็นดอกอื่น อเล็กซ์เรียกเพิ่ม 25c ปัญตาม
ไพ่ใบที่ 5 เป็นดอกอื่น ปัญเรียก 50c อเล็กซ์ตาม...
ปัญชนะ
คนที่เล่นดูคิดกันจริงจังเกือบทุกคน แพทริกจะมีวิธีมองแบบหรี่ตานิดๆดูคิดหนักมากๆ...ทุกคนบอกว่าปัญดวงดีเหลือเชื่อ...ปัญว่าปัญก็ดวงดีจริง แต่คิดๆดู ก็รู้สึกว่าปัญเล่นไม่เหมือนคนอื่น ปัญดูง่ายในแง่ที่ว่า ถ้าเริ่มเรียกก็แปลว่ามีอะไร แต่ก็ไม่รู้ว่ามีอะไรเท่าไหร่อยู่ดี
กว่าจะเล่นจบก็เกือบตี 2...สรุปว่าแลกเงินได้มา $13 แพทริกได้เยอะสุด $15 สิทธิได้นิดหน่อย $7 คนที่เหลือ 0 หมด
เกือบตี 3 - เข้านอน
11 โมง 45 วันเสาร์ที่ 21
ตื่นมาปวดหัวจัด ...เอ่อ....ไปไปรษณีย์ให้พัชไม่ทันอีกแล้ว
โทรหาหม่าม้าบอกว่าสบายดีแล้วไปนอนต่อ
เที่ยงครึ่ง
ลงมาพยายามทำชาเขียวลาเต้กิน...ไม่ค่อย work
ตัดสินใจว่าเดี๋ยวจะทำมามากิน
มองไปที่เตาผิง แล้วตัดสินใจว่าขอลองใหม่
เอาเศษไม้มาทาน้ำยาช่วยไฟติด (เป็นแอลกอฮอล์เจล) จุดและใส่เข้าไปในเตาผิง ไฟลุกโชน...พัดๆๆ ไฟเริ่มมอด (ไม่นะ!) พัดๆๆๆ ควันฟุ้ง ไฟดับ
เอากระดาษหนังสือพิมพ์มาจุดและใส่เข้าไปในเตาผิง ไฟลุกโชน...พัดๆๆ ไฟเริ่มมอด (ไม่นะ!) พัดๆๆๆ ควันฟุ้ง ไฟดับ
เอากระดาษหนังสือโฆษณามาจุดและใส่เข้าไปในเตาผิง ไฟลุกโชน...พัดๆๆ ไฟเริ่มมอด (ไม่นะ!) พัดๆๆๆ ควันฟุ้ง ไฟดับ
เอากระดาษหนังสือโฆษณาอีกชุดมาจุดและใส่เข้าไปในเตาผิง ไฟลุกโชน...พัดๆๆ ไฟเริ่มมอด (ไม่นะ!) พัดๆๆๆ ควันฟุ้ง ไฟดับ
สรุปว่ายังจุดไม่ได้เหมือนเดิม....มองนาฬิกาบ่ายโมงสี่สิบ
เปิดตู้รื้อมาม่าที่พี่เก่งทิ้งไว้ให้...เย็นตาโฟ (ไม่เอา) วุ้นเส้นเย็นตาโฟ(อีกละ) มาม่าหมูสับ มาม่าต้มยำ....(ไม่เอา) ....และแล้ว ไวไวหมูสับหอมมะนาวยิ่งขึ้น!
กินไวไวกับไข่ขาวต้ม (เหลือจากการทำขนมที่ใช้แต่ไข่แดง) และผักกวางตุ้ง...
แล้วก็มานั่งพิมพ์ชีวิตตัวเองนี่แหละ....จบค่ะ 1月24日 National Football Leagueอาทิตย์หน้าจะมี Super Bowl ครั้งที่ 43...ปีนี้ไม่ค่อยได้ติดตามอเมริกันฟุตบอลอย่างปีที่แล้ว แต่ตอนแข่งชิง AFC NFC อาทิตย์ก่อนก็นั่งดู
อเมริกันฟุตบอลเป็นกีฬาที่น่าสนใจและน่าประทับใจมากเหมือนกันนะ มีอะไรที่ไม่เหมือนกีฬาอื่นที่คุ้นเคยหลายอย่าง เช่น ควอร์เตอร์แบ็คมีวิทยุสื่อสารติดอยู่ในหมวกไว้ฟังโค้ชพูดจากข้างสนามได้ มีการเปลี่ยนตัวได้ไม่อั้น (ทำให้ทีนึงรวมตัวสำรองแล้วมีนักกีฬาร่วมร้อยคน) นักกีฬามีหน้าที่ที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจงและใช้ความสามารถที่ไม่สามารถแทนกันได้ง่ายๆอย่างกีฬาประเภทอื่น
ทุกครั้งที่ดูเกม จะมีความคิดนึงแวบเข้ามาในหัวตลอดเวลา...ถ้าเลือกได้ เราอยากจะเป็นใครในนั้น...
- Quarterback พระเอกของทีม ถือว่าเป็นผู้นำทีม ค่าตัวสูง ดังด้วย
- Running Back ก็วิ่งลุยเข้าไปเลย ทุยดี
- Wide Reciever อันนี้เราว่าเท่ห์ วิ่งไปไกลๆคอยรับลูก
- Offensive line กำแพงมนุษย์!
- Defensive line กำแพงมนุษย์อีกด้านหนึ่ง!
- Line backer อืม...กำแพงชั้นที่สอง
- Snapper ถ้าเก่งจริง อีกทีมต้องเปลี่ยน strategy ได้เลย
- Punter... ออกไม่บ่อย แต่บางทีก็โคดสำคัญ
นี่คือผู้เล่นในสนามหลักๆ...แต่ที่เห็นกันในทีวีไม่ได้มีแค่นั้น...โค้ชนี่ก็เจ๋งนะ คอยกำกับข้างสนาม
แต่ทุกครั้งที่ดู คำตอบก็เป็นอย่างเดิมเสมอ อยากเป็น Chairman หรือเจ้าของทีมอะ...มันช่างเท่และยิ่งใหญ่จริงๆ เฮ้อออ...รวยด้วย และน่าจะฉลาดด้วย
บางทีก็คิดๆนะ หรือว่าเรามันงกและมักใหญ่ใฝ่สูง (ทะเยอทะยาน) หรือว่า...เป็นเพราะเราไม่มีความสามารถด้านกีฬานะ...
ยังไงซะ วันอาทิตย์หน้าก็ต้องดูซะหน่อย (ก็คนอีกประมาณ 300 ล้านคนแถวนี้เค้าดูกันหมดนี่...) 12月25日 Merry Christmas from Korea!This year, I spend all Christmas day on the flight going home. This is how my 29-hour-trip looks like:
Richmond VA USA to Atlanta GA USA (2 hrs + transit time 3 hrs) Atlanta GA USA to Souel Korea (15 hrs + transit time 3 hrs) Souel Korea to Bangkok Thailand (6 hrs) At the time of typing, I'm chilling in an airport louge in Incheon International Airport...I should be home in the next 7-8 hours
Korean Air This is the first time I fly with KE. I really like the trans-pacific plane that they use, a lot newer and nicer than either NWA or UA. I can significantly feel more comfortable in my economy seat. The service is also a lot nicer. Flight attendants came very often with orange juice (which....somehow I also feel it's more tasty than orange juice in other American airline) or water. The food is....nice but weird. There were 2 meals I had so far. The first meal (supposed to be lunch) offered two choices of either beef Bi Bim Bap or beef steak with potato. I heard about KE food with beef and beef before...so it wasn't totally surprised be. Still, not a good arrangement of choices. The other meal was either pasta or chicken teriyaki. (I slept almost all the time but was really hungry all the time as well....I really doubt how my body works! It seems to be very energy-inefficient.) The horrible part about KE is they were unable to print all of my tickets at one time. So, I ended up with 3 check-ins at all airports! Otherwise, I have nothing else to complain.
Incheon Airport:
After two meals on the plane, I still decided to have a nice full meal at a restaurant in the airport. It was a nice one; rice with roe in hot-pot...sounds unusal but taste not uncommon at all. I spent 9,000 Won (about $10) with the meal. Then, I walked to the louge just to found out that there are plenty of good food included in the louge. So, I ate more...haha...the white tuna was really tasty. It was seared just the outside and remained completely raw inside, finished with some sort of vinegratte sauce (which I guess Balsamic). Korean styled octopus salad was also nice... I am so full now! Lancome:
I bought a night cream for my mom at the outlet mall last weekend. With all promotion, the cream costed me about $97. I talked to my mom prior to my flight and she wanted more as it's still a lot less expensive than Bkk. So, I bought another exact same one at Atlanta airport this morning at the price of $120. Just an hour ago, I found the cream (of course, exact same one) with the price tag of $220 in Incheon airport! Alright, I'd buy 10 of them from the outlet next time!!! It's time for my last flight and then I'll be at my home sweet home. I wish everyone happy holidays! Wish you all the best!!! |
|
||
|
|