Pan's profile:::Khun Nu Pan:::PhotosBlogLists Tools Help

Blog


    November 02

    ภูมิต้านทานความทุกข์

    ความจริงก็รู้ตัวนะ ว่าเป็นคนที่เครียดง่าย กังวลง่าย เรียกว่าทุกข์ง่ายก็ว่าได้ มีเรื่องอะไรในชีวิตที่มันไม่เป็นไปอย่างที่อยากให้เป็นก็จะเครียด กังวล ร้องไห้เสียใจ อย่างน้อยก็แป๊บนึง กว่าจะรู้สึกตัวและก้าวผ่านไป

    ช่วงนี้ก็กังวลจิปาถะ บ้านขายไม่ออก ลดราคาขาดทุนเข้าเนื้อ (เนื้อแหว่งไปหลายส่วน) ก็ยังดูจะขายไม่ได้ หรือว่าความรู้สึกอยากกลับบ้านที่ทวีคูณพอรู้ว่าอากงไม่ค่อยสบาย หม่าม้าก็ไม่ค่อยจะแข็งแรง ตอนแรกๆที่ยังไม่รู้เรื่องอากง ก็กังวลเรื่องบ้านเป็นวรรคเป็นเวร แถมยังจะกังวลหุ้นตกอีกแน่ะ

    พอรู้ว่าอากงไม่สบาย วันแรกก็ยังงงๆ ผ่านไป ผ่านไป เออ...ก็เพิ่งรู้นะว่าตัวเองความรู้สึกช้าขนาดนี้ สามวันกว่าจะเริ่มรู้สึกตัว ตอนนี้เรื่องบ้านก็เล็กลงจับใจ เรื่องหุ้นนี่ขี้ประติ๋วไปเลย... จู่ๆก็รู้สึกว่า นี่เรากำลังทำอะไรอยู่ ทำไมเราอยู่ที่นี่ ทำไมเราไม่ได้อยู่กับหม่าม้า ไม่ได้อยู่ข้างๆอากงล่ะ... ความรู้สึกแบบที่ทำให้เข้าใจสำนวนฝรั่งที่เรียกกันว่า Wake Up Call มันเหมือนมีอะไรมาปลุก มันเหมือนตื่นขึ้นมาจริงๆ ทางชีวิต แผนชีวิตที่เดินอยู่ มันไม่ได้เดินตามสิ่งที่ปัญเห็นว่าสำคัญที่สุดเลย ไอ้ความกังวลเรื่องขาดทุนบ้าน หรือว่าหุ้นตกไร้สาระ มันหายไปมากๆ เพราะจู่ๆก็เห็นว่า สิ่งเหล่านั้นมันไม่ได้สำคัญเท่ากับการได้กลับบ้าน ได้กลับไปอยู่ข้างๆคนที่สำคัญในชีวิตปัญ การตัดสินใจลดราคาบ้านก็ทำได้อย่างไม่ห่วงหน้าพะวังหลัง เพราะตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการกลับบ้าน มันชัดเจน

    ตอนนี้จะว่าไปก็กังวลเรื่องกลับบ้านเกินเหตุนิดหน่อย มองกันตามจริง ชีวิตก็มีข้อจำกัด จริงอยู่ปัญอาจจะผลุนผลันซื้อตั๋วแล้วลากลับเมืองไทยพรุ่งนี้เลยก็ทำได้ แต่ภาระผูกพันต่างๆที่สร้างไว้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบ้าน ยังไงก็ต้องจัดการให้เรียบร้อยทางใดทางหนึ่ง หรือว่าเรื่องงาน ยังไงซะ จะจากก็ควรจากกันด้วยดี ไม่ใช้ให้เค้ามาก่นด่า (ถึงพ่อแม่เอาได้) ว่าจู่ๆก็หายไป ตามงานไม่ถูก

    สิ่งที่ปัญทำอยู่ ทางที่เดินอยู่ไม่ว่าจะเป็นลดราคาเพื่อเร่งให้ขายบ้านได้ หรือแม้แต่หาคนเช่าบ้าน (แผน 2) ในกรณีที่ขายไม่ได้จริงๆ ในมุมมองของปัญ (ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นกลางรึเปล่า) ก็คิดว่าดีที่สุดเท่าที่ปัญทำได้แล้ว ในเมื่อสิ่งที่ปัญควบคุมได้ก็ทำให้เต็มที่แล้ว จะไปทุกข์ร้อนเกินเหตุกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ มีแต่จะยิ่งทำให้คนรอบข้างเซ็งจัดซะเปล่าๆ (จริงๆเรื่องนี้ไม่ได้คิดได้เองนะ มีคนปลอบมาอีกที ว่าก็ทำเต็มความสามารถแล้ว ที่เหลือต้องปล่อยวางบ้าง)

    นี่แหละ ก็มาหวนคิดว่า ที่ผ่านมาชีวิตปัญเนี่ย ถึงจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ก็เป็นทางคอนกรีตเสริมเหล็กมั่นคง แถมปูพรมเป็นช่วงๆอีกต่างหาก สบายจะตาย โชคดีทุกอย่าง ไม่ว่าจะอยากเรียนอะไร อยากทำอะไร อยากเป็นอะไร ป๊าม้าก็สนับสนุนให้ได้ลองแทบทุกอย่าง พอมีอะไรที่มันนอกเหนือความควบคุมและไม่เป็นไปอย่างที่อยากให้เป็น ก็เลยไม่คุ้น เสียอกเสียใจ กังวลเป็นเรื่องราวใหญ่โต เทียบกับคนอื่นๆในโลกนี้แล้วก็นะ...ภูมิต้านทานความทุกข์ต่ำจริงๆ

    เฮ้อออ.... ไม่ว่ายังไง คิดว่าแผนกลับบ้านตอนนี้ดูดีมากเลย ยังไงซะน่าจะได้กลับช่วงปีใหม่ อย่างช้าก็ 15 มกราแหละนะ :) อวยชัยให้พรเรื่องบ้านกันหน่อยละกันค่ะ
    September 20

    หายไปนาน...เตรียมตัวกลับเมืองไทยดีกว่า

    ไม่ได้เขียน space นานมากจริงๆ ซึ่งก็มีผลเสียนะ... รู้สึกว่าความสามารถในการประมวลข้อมูลออกมาเป็นคำพูดแย่ลง ความคิดสับสนมากขึ้น จริงๆแล้วการเขียนอะไรเป็นประจำนี่ก็ดีนะ เหมือนกับได้ใช้เวลากับตัวเองและเรื่องราวที่เกิดขึ้น ลำดับเหตุการณ์ และเรียบเรียงออกมาเป็นเรื่องราวที่บอกเล่าให้คนอื่น (หรือตัวเองในอีก 1 ปีข้างหน้า) อ่านแล้วเข้าใจได้

    จริงๆแล้วสาเหตุที่ไม่ได้เขียน space ก็เพราะว่า space มันปรับโฉมใหม่แล้วรู้สึกว่าใช้ยาก ไม่คุ้นเคย เฮ้อ...อย่างเรื่องอัลบั้มรูปเนี่ย ยอมแพ้แล้ว ทำยังไงก็หมุนรูปให้เป็นแนวตั้งไม่ได้ ไม่เข้าใจจริงๆ ประกอบกับ(ใช้คำได้เป็นทางการสุดๆ "ประกอบกับ" ฮะฮะ) ประกอบกับคอมส่วนตัวเจ๊ง คอมออฟฟิสก็ล็อกภาษาไทยไว้ เลยไม่ค่อยได้เข้า space (ตอนนี้ซื้อคอมใหม่แล้ว เย้ เย้)

    เข้าเรื่อง เข้าเรื่อง ตอนนี้ก็ประกาศขายบ้านไปแล้ว เตรียมตัวกลับเมืองไทยอย่างถาวร

    นอกจากเรื่องขายบ้านแล้ว ก็ยังมีเรื่องที่มีสาระและไม่มีสาระที่คิดว่าควรทำในช่วงก่อนจะกลับนี้
    เรื่องที่มีสาระก็เช่น ขายของในบ้าน จัดว่าอันไหนจะเอากลับ ถ้าเอาจะขนเรือหรือใส่กระเป๋าหิ้วกลับเอง อันที่ไม่เอาจะบริจาคหรือว่าขาย
    เรื่องที่ไม่มีสาระนักก็เช่น คิดว่าจะเขียน space ให้บ่อยขึ้น จะได้ช่วยแก้เรื่องไทยคำอังกฤษคำ (ไม่ไหวไม่ไหว ตอนนี้เป็นหนักมาก ยิ่งเจอป๊ะป๋าพยายามจะหัดพูดภาษาอังกฤษใส่ด้วยยิ่งงงหนักเลย ฮิฮิ) ช่วงนี้ก็เที่ยวบ่อยขึ้น เพราะคงไม่ได้มาอเมริกาอีกนาน (ไว้จะเล่าเรื่องเที่ยวในนี้ดีกว่า) ตอนนี้ก็เตรียมจัดรายการเที่ยว Los Angeles กับคุณป๊าคุณม้าอยู่

    รายการเที่ยวตอนนี้คร่าวๆมาก
    บินไป LA คืนวันอังคารที่ 6 ตุลา
    สถานที่เที่ยวในรายการที่จะไปแน่นอน
    - Getty Villa and Getty Center
    - Griffith Observatory
    - Universal Studio
    - Beverly Hill/ Sunset Blvd/ Downtown/ China Town/ Little Tokyo
    และมีรายการที่คิดไว้แต่ยังไม่แน่นอนอีกมากมาย

    คืนวันอาทิตย์ที่ 11 ตุลา ป๊าม้าก็ขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพ ส่วนปัญก็กลับ Richmond มาถึงเช้าวันจันทร์ ทำงานต่อเลย (เศร้าจริง)

    วันนี้จะต้องวางแผนเที่ยวให้เสร็จ (ซะที) วางแผนเที่ยวเองครั้งนึงเนี่ย อย่างกลับจะสอบเอนใหม่เลย อ่านเยอะมากๆ แต่พอตอนไปแล้วก็รู้สึกคุ้มนะที่เตรียมตัวมา ไม่เสียเงินกับเวลาที่บินมาฟรีๆ Open-mouthed

    February 21

    24 ชั่วโมงที่ผ่านมาของคุณปัญ

    ไม่ได้เขียนอะไรนานแล้ว...วันนี้ตื่นขึ้นมาแล้วก็นึกว่าเมื่อวานทำอะไรไปบ้าง บางทีก็น่าจะเขียนเอาไว้อ่านเล่น Wink ตอนนี้ยาวหน่อยนะ อยากเขียน
     
    บ่ายสอง ศุกร์ที่ 20 กุมภา
    อยู่ที่ออฟฟิส อ่าน reply all email อันที่ 20 เรื่อง Happy Hour (เพื่อนที่เคยอยู่ทีมเดียวกัน ชื่อ Vihn (อ่านว่า วิน) ย้ายทีมไปแล้วก็เลยย้ายเมือง เพิ่งย้ายกลับมา 2 อาทิตย์เลยจะนัด Happy Hour)... มองงานสุดถึกไร้สมองของตัวเองที่ต้องทำให้เสร็จก่อนจันทร์เช้าแล้วก็ถอนใจ...เปิดเว็บดูหุ้น Citi ที่เหลือไม่ถึง 2 เหรียญ (มันทำไปได้จริงๆ)
     
    ยัยพรมแดง (เพื่อนในออฟฟิสคนนึง) เดินมาถามว่าไหนบอกจะรีบกลับบ้าน หันไปดูนาฬิกา เลยบอกว่าจะกลับแล้วล่ะ ...เข้าไปกอดยัยพรมแดงทีนึงและอวยชัยให้พร เพราะเจ๊จะบินไป Wisconsin คืนนั้น
     
    เก็บของ Stand by computer...เอาสมุดภาษาจีนไปหาวิเวียน (เป็นคนจีนนะ) ถามว่า Shang2ci4 shi4bu2shi4 shou1 เนี่ยอ่านยังไง...หัดออกเสียงอยู่ 3 นาที คนอื่นในออฟฟิสเริ่มทนไม่ได้นั่งขำกันใหญ่...เดินไปเอาของที่โต๊ะ ลากกระเป๋าไปห้องโปรเจ็ค กะจะไปบอกลาประชาชน ไม่มีใครอยู่เลย (สงสัยไปประชุม)
     
    บ่ายสอง 40
    ขับรถกลับบ้าน แวะข้างทางที่มีกองฟืนพร้อมป้ายโฆษณาขายฟืน... มองๆไปไม่มีคน โทรไปตามเบอร์เป็นให้ฝากข้อความ เลยค่อยๆถอยรถจะจากไป มีเด็กฝรั่งวิ่งมา 3 คนจากบ้านที่อยู่หลังกองฟืนไปซัก 150 เมตร โบกมือๆ พ่อเค้า(มั้ง) เดินตามมา เลยเจรจาซื้อฟืน เค้าบอกว่าเดี๋ยวเค้าขับตามไปส่งให้ที่บ้านละกัน ขาย load ละ $80 ...คิดนึดนึง ถามว่าเอาครึ่งเดียวได้ป่าว พอบอกว่าได้ เค้าก็ขับตามมา
     
    บ่ายสอง 50
    รถกระบะฟอร์ดสีแดงขนาด(โคด)ใหญ่มาจอดหน้าบ้าน แล้วก็ถอยรถขึ้นฟุตบาตและสนามหญ้าไปจอดหลังบ้านปัญ คุณคนขายฟืนก็เริ่มลำเลียงฟืนไปเรียงไว้ที่ระเบียงหลังบ้านปัญ พร้อมกับค่อยๆอธิบายวิธีจุด เค้าบอกว่าเอาฟืนสังเคราะห์ที่ปัญมีจุดก่อนแล้วก็เอาฟืนจริงค่อยๆใส่ตาม เตาผิงสามารถจุดไว้ 24 ชั่วโมงได้ ไม่อันตรายถ้าปล่องไฟสะอาดพอ...ขณะที่เล่าก็ยังลำเลียงฟืนมาลงเรื่อยๆอย่างไม่หยุด...(เยอะว่ะ...นี่ชั้นทำอะไรไปเนี่ย) เอาเงินสด $40 จ่ายเค้าไป แล้วเค้าก็ส่งนามบัตรมาให้ว่ารับล้างและเคลือบระเบียง $150 เค้าชี้ไปที่บ้านข้างๆว่าเสร็จแล้วจะเหมือนแบบนั้น (เว่อร์ป่าว ของข้างบ้านมันดูดีกว่า 10 เท่าเลยนะ) บอกเค้าไปว่าคิดดูก่อนนะ ขอบคุณ ...เค้าขับรถจากไป...หันไปมองกองฟืนมีฟืนเป็นไม้ท่อนใหญ่เกิน 40 ท่อน (ปกติซื้อฟืนสังเคราะห์ 4 ท่อน $15 แต่ละท่อนอยู่ได้ 3 ชั่วโมง) อืม...เหลืออีกไม่เกินหนึ่งเดือนอากาศจะหายหนาว (คิดว่า "นี่ชั้นทำอะไรไปเนี่ย" อีกรอบ)
     
    เอาฟืนสังเคราะห์ไปจุด และเอาฟืนจริงท่อนเล็กๆไปวางข้างๆกัน
     
    บ่ายสาม 10 นาที
    ช่างแอร์มา (นี่คือสาเหตุที่กลับเร็วค่ะ) เดินเข้ามาดู HVAC (ย่อมาจากอะไรไม่รู้ แต่ว่าเป็นเครื่อง heat pump (ให้ความร้อนโดยใช้หลักการเดียวกับแอร์แต่ตรงข้ามกัน), furnace (ให้ความร้อนด้วยไฟฟ้าหรือแก๊ส) และแอร์ ...ทำงาน 3 อย่างในเครื่องเดียว) เรื่องของเรื่องคือ heat มันไม่ทำงาน (และอากาศตอนนี้ประมาณ hi 10/low -4 C) เค้าก็ดูๆ วัดกระแสไฟฟ้าที่สายไฟต่างๆ และสรุปว่า breaker นอกบ้านเสีย เค้าไม่เก็บตังค์นะ (คือเค้ามาไปทีนึงแล้วเมื่อวันจันทร์ที่มันหยุดทำงานไปรอบแรกและเก็บไปแล้ว $100)
     
    เค้าโทรเรียกช่างไฟที่เค้ารู้จักให้แวะมา (โชคดีมากๆที่เฮียยอมมา ไม่งั้นคุณปัญคงจะเผาฟืนหมดนั่น weekend นี้แน่...เสาร์อาทิตย์หาช่างยอมมาลำบากมาก)... รอช่างไฟมา ช่างแอร์ก็อธิบายระบบสายไฟต่างๆและสัมภาษณ์ปัญเล็กน้อย
     
    ช่างไฟมาพร้อมกับ breaker... เค้าเข้าไปตรวจ breaker เปลี่ยนใหม่ เอาอันเก่ามาให้ดู มีรอยไหม้นิดหน่อย เค้าบอกว่าสายไฟเข้า breaker หลวมเลยมีไฟรั่ว heat เลยไม่ทำงาน ปัญย้ำให้เข้าช่วยตรวจสายไฟของ breaker ที่เหลือทั้งหมดให้ เค้าหัวเราะและบอกว่าทำให้แล้ว เค้าเก็บค่า breaker $40 (ราคาตามจริง) และค่าแรง $50 (ซึ่งเทียบไปแล้วถูกผิดปกติ) ...ช่างแอร์หันมาทำหน้างงๆ ช่างไฟก็บอกว่า เอาเหอะ มาถึงเปลี่ยนเลยมันเร็ว เลยเก็บแค่นี้ (ปกติช่างไฟที่นี่คิดชั่วโมงละ$70-$100 ได้ ขั้นต่ำ 1 ชั่วโมง)
     
    ห้าโมงครึ่ง
    ทุกคนกลับไป heat ทำงาน เตาผิงมีไฟ...เอาคอมมาจะเริ่มทำงาน เอาเบาะไปวางนั่งทำงานข้างเตาผิง
     
    หกโมงกว่า
    ไฟหรี่ลงมาก (เกิดอะไรขึ้นฟะ) ฟืนสังเคราะห์เผาหมดแล้วเหลือเป็นถ่านคุแดงๆ ไม่มีเปลว ฟืนท่อนเล็กเผาจะหมดแล้ว...เอาฟืนท่อนใหญ่มาเติม พอวางปุ๊บ ไปก็ดับปั๊บ...(ไม่นะ!)
    เอาเศษไม้มาทาน้ำยาช่วยไฟติด (เป็นแอลกอฮอล์เจล) จุดและใส่เข้าไปในเตาผิง ไฟลุกโชน...พัดๆๆ ไฟเริ่มมอด (ไม่นะ!) พัดๆๆๆ ควันฟุ้ง ไฟดับ
    เอากระดาษหนังสือพิมพ์มาจุดและใส่เข้าไปในเตาผิง ไฟลุกโชน...พัดๆๆ ไฟเริ่มมอด (ไม่นะ!) พัดๆๆๆ ควันฟุ้ง ไฟดับ
    เอากระดาษหนังสือโฆษณามาจุดและใส่เข้าไปในเตาผิง ไฟลุกโชน...พัดๆๆ ไฟเริ่มมอด (ไม่นะ!) พัดๆๆๆ ควันฟุ้ง ไฟดับ
    เอากระดาษหนังสือโฆษณาอีกชุดมาจุดและใส่เข้าไปในเตาผิง ไฟลุกโชน...พัดๆๆ ไฟเริ่มมอด (ไม่นะ!) พัดๆๆๆ ควันฟุ้ง ไฟดับ
     
    ... มองนาฬิกา ทุ่มกว่าแล้ว Disappointed ...จ๋อย ยอมแพ้
     
    เปิดคอมเช็คอีเมล data ที่รอคอยมา 2 วันก็มาถึง...ส่งมาตอนหกโมงวันศุกร์เนี่ยนะ เฮ้อ ...เปิด facebook เล่นเกม Geo Challenge ได้ hi-score ใหม่ (ของตัวเองอะนะ) ดีใจ...ทำงานต่อ
     
    ทุ่ม 45
    battery เริ่มร่อยหรอ...คิดว่าจะไปเอาปลั๊กมาเสียบ ก็จะระลึกได้ว่าไม่ได้เอาปลั๊กกลับมาจากออฟฟิส
    เปิด Outlook ดู invite ปาร์ตี้วันเกิดของจอช (Josh) ที่ส่งมา...invite บอกว่าเริ่ม 2 ทุ่ม จบตี 1 ให้ทุกคนซื้อเบียร์ไปคนละ 6 ขวดเพราะจะชิมเบียร์กัน ...ปิดคอม
    เอาไก่อบที่เหลืออยู่ไปอุ่น...ยืนกินไก่อบที่หน้าไมโครเวฟ นาฬิกาที่ไมโครเวฟบอกเวลา 2 ทุ่ม 5 นาที
    กินน้ำ เก็บของ ออกจากบ้าน
     
    2 ทุ่ม 20 นาที
    จอดรถที่ร้านเหล้าชื่อ Total Wine and More เดินเข้าไป...โห...ไวน์เยอะจัดจริงๆ มองๆหาช่องขายเบียร์ ....ผู้หญิงสองคนที่ยืนตรงนั้นมันคุ้นๆ ..."พี่ตาล!" พี่ตาลกับพี่ชมภูหันมา แล้วก็หัวเราะกันใหญ่ พี่สองคนเค้ามาซื้อไวน์ (ดูดีมีระดับกว่าเบียร์เห็นๆ)
    เดินไปทั่วร้านมีเบียร์ให้เลือกเป็นร้อยอย่างจากทั่วโลก (ไม่น่าเชื่อจริงๆ) ไม่มีอันไหนดูน่าสนใจเลย...หยิบเบียร์อะไรไม่รู้รส Lime Cactus อืมมม มะนาวกระบองเพชร... เอาอันนี้แหละ...เดินวนรอบร้านอีกหนึ่งรอบ...ที่มุมหลังสุดของร้าน ชั้นวางสุดท้ายอันล่างสุด ตรงมุมสุด...นี่มัน...."เบียร์สิงห์"! หยิบเบียร์สิงห์แล้วเอาเบียร์มะนาวกระบองเพรชไปเก็บ
    เดินไปจ่ายตังค์...มองไปที่ผู้ชายที่กำลังเดินเข้าร้านมา ... "ทีเจ!"
    ทีเจหันมา "อ้าว...นี่จะไปบ้านอาร์จุนเหมือนกันปะ" ปัญพยักหน้า ทีเจเดินไปที่ชั้นวางเบียร์
    จ่ายตังค์ $11 กว่า
    ออกไปขึ้นรถ
     
    สามทุ่ม 15
    จอดรถที่อพาร์ทเมนท์อาร์จุน...(ตึกไหนฟะ) มองๆ จากการจำได้ที่มาคราวก่อน เดินไปที่ตึกผู้ต้องสงสัย หาโทรศัพท์จะโทรหาจอช
    เดินขึ้นไปครึ่งชั้นมีรถเลี้ยวเข้ามาจอด ทีเจกำลังลงมา...
    ยืนรอ
    ทีเจ (คนจีนโตอเมริกา) เดินนำ (เพราะเค้ามีเบอร์ตึกและเบอร์ห้อง)
    เข้าไปที่ห้อง...มีแค่อาร์จุน (อินเดียเจ้าของห้อง) กับจอชและทีน่า (คนจีนมาโตอเมริกา เพิ่งแต่งงานกัน)
    (เอ่อ....นัด 2 ทุ่มไม่ใช่เหรอคะ)
    ทีเจเอาเบียร์ไปวางหน้าจอช ...จอชหิ้วเบียร์ไปแช่เย็น
    ปัญทักกับทีน่า อาร์จุนบอกว่าเห็นประกาศโปรโมทแล้ว ดีใจด้วยนะ ปัญขอบคุณ
    ปัญเอาเบียร์ไปวางหน้าจอช ...จอชหิ้วเบียร์ไปแช่เย็น
    จูเลีย (เด็กจีนคนใหม่ไม่เคยเจอมาก่อน มาโตที่แคนาดา) เข้ามาทักทายผู้คน
    แอนดี้ กับนีล (คนอเมริกาทั้งคู่) เดินเข้ามา
    แอนดี้เอาเบียร์ไปวางหน้าจอช ...จอชหิ้วเบียร์ไปแช่เย็น
    อเล็กซ์ (คนฮ่องกง) เดินเข้ามา
    ปัญบอกจอชว่า ทุกคนที่เข้ามาจะเอาเอาเบียร์ไปวางหน้าจอช ...แล้วจอชหิ้วเบียร์ไปแช่เย็น
    จอชตะโกนบอกอเล็กซ์ว่าให้เอาเบียร์ไปแช่เย็นได้เลย Wink
    สิทธิ(อินเดีย) เข้ามา
    ...คนคุยกัน คุยกัน คุยกัน
    ...ทีเจกับอาร์จุนพูดเป็นรอบที่ร้อยว่าจะสั่งพิซซ่า...
    จอชเริ่มเปิดเบียร์มาลอง
    ปัญเลือกแก้วหนึ่งใบและเดินไปล้างแก้ว แก้วไม่สะอาดจริงๆ...ทีเจบอกว่าปัญล้างแก้วอีกแล้ว จอชบอกว่าล้างน้ำเปล่าให้แล้ว จูเลียถามว่าทำไมปัญต้องล้างแก้ว ทีน่าตะโกนมาบอกว่าถึงจอชบอกว่าสะอาดก็เชื่อไม่ได้ จอชตะโกนมาอีกครั้งว่าล้างน้ำเปล่าให้แล้วจริงๆ
    (โอ๊ยยยยย....จะบ้าตาย)
     
    สี่ทุ่มกว่า
    เริ่มชิมเบียร์...ปัญชิมไป 5 อย่าง (อย่างละจิบ) มันก็ไม่เหมือนกัน แต่ไม่ชอบซักอย่าง ก็เบียร์ยังไงก็คือเบียร์
    จอชเปิดหนัง Kangfu Hastle
    ทีเจกับอาร์จุนยังพยายามนับคนว่าใครจะเอาพิซซ่าบ้าง
    หนังเริ่มฉาย
    จวน (คนจีน) กับ ตานฮวา (จีน) เข้ามา ไปเปิดเบียร์กิน แล้วมาดูหนัง
    อาร์จุนถามว่าจอชเอาชิพมาเล่นโป๊กเกอร์รึเปล่า...จอชไม่ได้เอามา อาร์จุนจะกลับไปเอา จอชกับทีน่าไม่มีใครยอมไปเพราะจะดูหนัง
    ทีเจถามว่าจะสั่งพิซซ่ารึยัง
    แพทริก (ฮ่องกง) เข้ามา
    อาร์จุนทนไม่ได้ pause หนัง แล้วโทรสั่งพิซซ่า...(ในที่สุด..)
     
    ดูหนังกันต่อไป...มีคนอินเดียและฝรั่งถามด้วยความงงๆเป็นจังหวะ
    พิซซ่ามาส่ง คนที่กินก็กินไป
     
    ไม่รู้กี่โมง...หนังจีนจบ
    จอชกับอาร์จุนออกไปเอาชิพ
     
    สิทธิเอาหนังอินเดียในห้องอาร์จุนมาเปิด เรื่อง Singh is Kingh
    ...เป็นหนังที่มั่ว ตลก แลประหลาดสุดๆๆๆ...ไปถ่ายที่อินเดีย ออสเตรเลียและอียิปต์
    (ได้ความรู้ใหม่ว่าหนังอินเดียมันถ่ายทำเหมือนละครช่องเจ็ด ประเภทที่ว่านางเอกใส่ชุดดำ เดินคุยๆกับพระเอกอยู่ พอถึงที่ใหม่ชุดกลายเป็นสีชมพูแล้ว Confused)
    จะมีฉายร้องเพลง และเต้นกัน อยู่หน้าปิรามิด -_-"
     
    จอชกับอาร์จุนกลับมา
    จูเลียกลับบ้าน
     
    เริ่มเล่นโป๊กเกอร์ ...ตาละ 10c เป็นขั้นต่ำ
    ...เป็นครั้งที่สองของปัญที่เล่น poker อย่างจริงจัง (ด้วยเงิน $5 ฮะฮะ) เวลาเล่น ใจเต้นแรง อะดรีนาลีนหลั่ง มือเย็น มือสั่น และหน้าร้อน...ประหลาดดี
     
    หนังอินเดียก็ยังฉายอยู่
     
    คนที่เล่นมีปัญ อเล็กซ์ อาร์จุน นีล แพทริก แอนดี้ จอช และสิทธิ
    เล่นไปอย่างช้าๆ ปัญไม่ค่อยสังเกตใครเป็นพิเศษ
    ตาที่ปัญได้หลักๆก็มี...
     
    ปัญมี 7 กับ J เป็น big blind เลยไม่ fold
    ไพ่ 3 ใบที่เปิดมามีคู่ 7 กับอะไรไม่รู้...ปัญได้ตอง จอชเรียกเพิ่ม ปัญตาม บางคนก็ตาม ...คิดว่าจอชจะมี 7 อีกใบมั้ย
    ไพ่ใบที่ 4 เป็น J...ปัญได้ Full House
    จอชเรียก ปัญตาม แอนดี้ตาม...คนอื่น fold หมด
    แอนดี้เรียกเพิ่ม ปัญเรียกต่อ จอช fold
    แอนดี้ตาม...ปัญชนะ
    (แอนดี้หันไปคุยกับทีเจ คิดว่าปัญ bluff ที่มาเรียกตอนท้าย เพราะปัญมีตองตั้งแต่แรกน่าจะเรียกหนักๆ...ทีเจบอกว่าปัญ bluff ไม่เป็นหรอก จำไว้ละกัน)
     
    ผ่านไป ได้บ้างเสียบ้าง อีกตาก็
     
    ปัญมี 3 กับ 4 หัวใจ เลยลองเล่นต่อ...
    ไพ่เปิดมา 3 ใบแรกเป็นหัวใจหมด ปัญได้ Flush
    ใครไม่รู้เรียก ปัญตาม ไม่ได้เรียกเพิ่ม...คนเริ่ม fold และเริ่มตาม
    ไพ่ใบที่ 4 เป็นดอกอื่น อเล็กซ์เรียกเพิ่ม 25c ปัญตาม
    ไพ่ใบที่ 5 เป็นดอกอื่น ปัญเรียก 50c อเล็กซ์ตาม...
    ปัญชนะ
     
    คนที่เล่นดูคิดกันจริงจังเกือบทุกคน แพทริกจะมีวิธีมองแบบหรี่ตานิดๆดูคิดหนักมากๆ...ทุกคนบอกว่าปัญดวงดีเหลือเชื่อ...ปัญว่าปัญก็ดวงดีจริง แต่คิดๆดู ก็รู้สึกว่าปัญเล่นไม่เหมือนคนอื่น ปัญดูง่ายในแง่ที่ว่า ถ้าเริ่มเรียกก็แปลว่ามีอะไร แต่ก็ไม่รู้ว่ามีอะไรเท่าไหร่อยู่ดี
     
    กว่าจะเล่นจบก็เกือบตี 2...สรุปว่าแลกเงินได้มา $13 แพทริกได้เยอะสุด $15 สิทธิได้นิดหน่อย $7 คนที่เหลือ 0 หมด
     
    เกือบตี 3 - เข้านอน
     
    11 โมง 45 วันเสาร์ที่ 21
    ตื่นมาปวดหัวจัด ...เอ่อ....ไปไปรษณีย์ให้พัชไม่ทันอีกแล้ว
    โทรหาหม่าม้าบอกว่าสบายดีแล้วไปนอนต่อ
     
    เที่ยงครึ่ง
    ลงมาพยายามทำชาเขียวลาเต้กิน...ไม่ค่อย work
    ตัดสินใจว่าเดี๋ยวจะทำมามากิน
    มองไปที่เตาผิง แล้วตัดสินใจว่าขอลองใหม่
     
    เอาเศษไม้มาทาน้ำยาช่วยไฟติด (เป็นแอลกอฮอล์เจล) จุดและใส่เข้าไปในเตาผิง ไฟลุกโชน...พัดๆๆ ไฟเริ่มมอด (ไม่นะ!) พัดๆๆๆ ควันฟุ้ง ไฟดับ
    เอากระดาษหนังสือพิมพ์มาจุดและใส่เข้าไปในเตาผิง ไฟลุกโชน...พัดๆๆ ไฟเริ่มมอด (ไม่นะ!) พัดๆๆๆ ควันฟุ้ง ไฟดับ
    เอากระดาษหนังสือโฆษณามาจุดและใส่เข้าไปในเตาผิง ไฟลุกโชน...พัดๆๆ ไฟเริ่มมอด (ไม่นะ!) พัดๆๆๆ ควันฟุ้ง ไฟดับ
    เอากระดาษหนังสือโฆษณาอีกชุดมาจุดและใส่เข้าไปในเตาผิง ไฟลุกโชน...พัดๆๆ ไฟเริ่มมอด (ไม่นะ!) พัดๆๆๆ ควันฟุ้ง ไฟดับ
     
    สรุปว่ายังจุดไม่ได้เหมือนเดิม....มองนาฬิกาบ่ายโมงสี่สิบ
     
    เปิดตู้รื้อมาม่าที่พี่เก่งทิ้งไว้ให้...เย็นตาโฟ (ไม่เอา) วุ้นเส้นเย็นตาโฟ(อีกละ) มาม่าหมูสับ มาม่าต้มยำ....(ไม่เอา) ....และแล้ว ไวไวหมูสับหอมมะนาวยิ่งขึ้น!
     
    กินไวไวกับไข่ขาวต้ม (เหลือจากการทำขนมที่ใช้แต่ไข่แดง) และผักกวางตุ้ง... Open-mouthed
     
    แล้วก็มานั่งพิมพ์ชีวิตตัวเองนี่แหละ....จบค่ะ
     
    January 24

    National Football League

    อาทิตย์หน้าจะมี Super Bowl ครั้งที่ 43...ปีนี้ไม่ค่อยได้ติดตามอเมริกันฟุตบอลอย่างปีที่แล้ว แต่ตอนแข่งชิง AFC NFC อาทิตย์ก่อนก็นั่งดู
     
    อเมริกันฟุตบอลเป็นกีฬาที่น่าสนใจและน่าประทับใจมากเหมือนกันนะ มีอะไรที่ไม่เหมือนกีฬาอื่นที่คุ้นเคยหลายอย่าง เช่น ควอร์เตอร์แบ็คมีวิทยุสื่อสารติดอยู่ในหมวกไว้ฟังโค้ชพูดจากข้างสนามได้ มีการเปลี่ยนตัวได้ไม่อั้น (ทำให้ทีนึงรวมตัวสำรองแล้วมีนักกีฬาร่วมร้อยคน) นักกีฬามีหน้าที่ที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจงและใช้ความสามารถที่ไม่สามารถแทนกันได้ง่ายๆอย่างกีฬาประเภทอื่น
     
    ทุกครั้งที่ดูเกม จะมีความคิดนึงแวบเข้ามาในหัวตลอดเวลา...ถ้าเลือกได้ เราอยากจะเป็นใครในนั้น...
    - Quarterback พระเอกของทีม ถือว่าเป็นผู้นำทีม ค่าตัวสูง ดังด้วย
    - Running Back ก็วิ่งลุยเข้าไปเลย ทุยดี
    - Wide Reciever อันนี้เราว่าเท่ห์ วิ่งไปไกลๆคอยรับลูก
    - Offensive line กำแพงมนุษย์!
    - Defensive line กำแพงมนุษย์อีกด้านหนึ่ง!
    - Line backer อืม...กำแพงชั้นที่สอง
    - Snapper ถ้าเก่งจริง อีกทีมต้องเปลี่ยน strategy ได้เลย
    - Punter... ออกไม่บ่อย แต่บางทีก็โคดสำคัญ 
    นี่คือผู้เล่นในสนามหลักๆ...แต่ที่เห็นกันในทีวีไม่ได้มีแค่นั้น...โค้ชนี่ก็เจ๋งนะ คอยกำกับข้างสนาม
     
    แต่ทุกครั้งที่ดู คำตอบก็เป็นอย่างเดิมเสมอ อยากเป็น Chairman หรือเจ้าของทีมอะ...มันช่างเท่และยิ่งใหญ่จริงๆ เฮ้อออ...รวยด้วย และน่าจะฉลาดด้วย
     
    บางทีก็คิดๆนะ หรือว่าเรามันงกและมักใหญ่ใฝ่สูง (ทะเยอทะยาน) หรือว่า...เป็นเพราะเราไม่มีความสามารถด้านกีฬานะ...
     
    ยังไงซะ วันอาทิตย์หน้าก็ต้องดูซะหน่อย (ก็คนอีกประมาณ 300 ล้านคนแถวนี้เค้าดูกันหมดนี่...)
    December 25

    Merry Christmas from Korea!

    This year, I spend all Christmas day on the flight going home. This is how my 29-hour-trip looks like:
    Richmond VA USA to Atlanta GA USA (2 hrs + transit time 3 hrs)
    Atlanta GA USA to Souel Korea (15 hrs + transit time 3 hrs)
    Souel Korea to Bangkok Thailand (6 hrs)
     
    At the time of typing, I'm chilling in an airport louge in Incheon International Airport...I should be home in the next 7-8 hours Open-mouthed In this mean time, let me note down my experience with Korean Air, Incheon airport and Lancome (doesn't seem relevant...but it will make more sense later).
     
    Korean Air
    This is the first time I fly with KE. I really like the trans-pacific plane that they use, a lot newer and nicer than either NWA or UA. I can significantly feel more comfortable in my economy seat. The service is also a lot nicer. Flight attendants came very often with orange juice (which....somehow I also feel it's more tasty than orange juice in other American airline) or water. The food is....nice but weird. There were 2 meals I had so far. The first meal (supposed to be lunch) offered two choices of either beef Bi Bim Bap or beef steak with potato. I heard about KE food with beef and beef before...so it wasn't totally surprised be. Still, not a good arrangement of choices. The other meal was either pasta or chicken teriyaki. (I slept almost all the time but was really hungry all the time as well....I really doubt how my body works! It seems to be very energy-inefficient.)
    The horrible part about KE is they were unable to print all of my tickets at one time. So, I ended up with 3 check-ins at all airports! Otherwise, I have nothing else to complain.
     
    Incheon Airport:
    After two meals on the plane, I still decided to have a nice full meal at a restaurant in the airport. It was a nice one; rice with roe in hot-pot...sounds unusal but taste not uncommon at all. I spent 9,000 Won (about $10) with the meal. Then, I walked to the louge just to found out that there are plenty of good food included in the louge. So, I ate more...haha...the white tuna was really tasty. It was seared just the outside and remained completely raw inside, finished with some sort of vinegratte sauce (which I guess Balsamic). Korean styled octopus salad was also nice... I am so full now!
     
    Lancome:
    I bought a night cream for my mom at the outlet mall last weekend. With all promotion, the cream costed me about $97. I talked to my mom prior to my flight and she wanted more as it's still a lot less expensive than Bkk. So, I bought another exact same one at Atlanta airport this morning at the price of $120. Just an hour ago, I found the cream (of course, exact same one) with the price tag of $220 in Incheon airport! Alright, I'd buy 10 of them from the outlet next time!!!
    It's time for my last flight and then I'll be at my home sweet home. I wish everyone happy holidays! Wish you all the best!!!
    December 14

    In the retrospective of a lucky girl

    Yes...I am lucky. So far, a lot of people convinced me to buy a real lotto (as if I won $100 M, I wouldn't have to work) Wink

     

    Coworkers in the same department would feel that I am really lucky that I won a Wii and gift cards on the team fun day in Aug. Recently, I won another $50 gift card in the holiday party within my department again.

     

    My close friends including my Thai friends would also know that I also got Circle of Excellence (which, technically, should be considered as a reward to my outstanding performance). In my case, I truly believe that winning the COE this time is pure luck! I just did what I was asked for. The result of the project was truly impressive but how I involved in this project (but not others) was totally destiny...in other word, luck. My role in this project contributed to the result to some degree and there was absolutely nothing special.

     

    I also randomly won not-high-value prizes times to times recently, like a flower pot. I think I haven't really won anything by luck before 2008.

     

    Stepping back further, most of my college friends knew well that I was really lucky in terms of study. What I studied, at least, half of them would be on the exam paper.

     

    With this current turbulent economic environment, I found myself is a bit lucky on stock market as well.

     

    I spent sometime thinking back about my luck. I was thinking about my best of the best luck I had. It was obvious to me that the best luck I have ever had is to be my parents' daughter; to be born in an extraordinarily decent life, to be raised with limitless opportunities, to be loved exceptionally and to be taught that the world is await for my exploration.

     

    I am lucky. And I couldn’t be happier with the best luck in my life. Smile

    December 03

    What do you do for living?

    คำถามนี้ถ้าจะแปลเป็นภาษาไทยอย่างตรงไปตรงมาก็คงจะเป็น "ทำมาหากินอะไร" จะว่าไปก็เป็นการถามอาชีพแบบตรงประเด็นดี
     
    ถ้ามีคนมาถามปัญว่า What do you do for living? ก็จะตอบไปว่า I'm an analyst ซึ่งก็ไม่ได้อธิบายอะไรได้ดีซักเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยก็รู้ว่าไปทำงานแล้วได้เงินเดือนมา
     
    พอดีสถานการณ์เร็วๆนี้ที่เมืองไทยมันชวนให้คิดถึงคำตอบใหม่ๆหลายๆแบบ เช่น
    Q: What do you do for living?
    A: I protest!
    อืม! อาจจะต้องถามต่อกันนิดหน่อย (เพราะคนทั่วไปคงไม่เข้าใจว่าปากท้องจะอยู่รอดไปได้อย่างไรวันๆถ้าเอาแต่ protest)
    Q: Can you articulate a little bit more how you live on protesting? Sarcastic
    A: Well...fundamentally, human being needs food, cloth, living space and medical service. And, I get all of those from the protest camp. Open-mouthed
    Q: But normally, people would want something else besides fundamental needs. Haven't you ever wanted any of them?
    A: Actually, the protest camp I belong to provide over-the-top services for protesters. Some of us get additional cash just for our own saving because we don't have to pay for medical or food. When we felt uncomfortable camping on the ground outside of the government house, we decided to move to the airport which, you know, is a high-end quality facility including AC and clean bathroom.
    Q: That is amazing! I haven't heard any protest camp like that before. How about work-life balanced? It seems like you work full-time 24/7 then.
    A: Haven't you seen photos from several websites? We play badminton and eat ice-cream on our leisure. I need to admit that the passenger terminal is a perfect badminton court. In addition, our camp is kid and pet friendly. We bring our kids and pets to the camp. So, I think we have a perfect work-life balanced job ever!
    Q: I appreciate the insights you provided. Any last word?
    A: Please feel free to visit our camp. We sell a lot of nice souveniors like t-shirts, purses and clocks. This is once in a life time and one of a kind protest camp. Don't miss the oppotunity to own a piece of history!
     
    ขำๆนะคะ (ถึงในใจจะอนาถและอยากจะร้องไห้ก็เหอะ)
    September 11

    Replay the drama...

    Whatever happens in Thailand, it's definitely on the news here (in the US). However, don't worry. We're a smally country with no precious natural resource (i.e. crude oil). So, nobody cares about those news. (Most of them don't even know those news exist). (I'm pretty sure if we have a lot of oil underneth us, by now, "you know who" would kindly deploy all troops to Bangkok to "help us establish democracy".)
     
    Below are my favorite parts from news resources:
    -----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
     
    "But it was not the PAD that forced Mr Samak out of office, however briefly. On Tuesday a court ruled that the prime minister had broken the constitution by accepting outside employment as a television chef.
    The verdict automatically dismissed him from office, but bizarrely there is no law which prevents him from being reinstated."- Telegraph UK (Sep 11th ,08)

    Pan's comment: Whatever, he's out now. And it should clam down the situation. What's on earth (or hell) make those ppl want to renominate he back???

    ""Our stand remains the same, we will not accept Samak or anyone proposed from the PPP, because the party lacks legitimacy," said one the group's leaders, Sondhi Limthongkul."- Telegraph UK (Sep 11th ,08)

    Pan's comment: What about you? Is PAD (aka rebellions) ligitimate? Obviously NOT!!!

    "Even Sondhi isn't willing to name a single person whom he believes could successfully lead the country. "We know we have to change," he says, "but we don't know how exactly to do it yet." "- Time (Sep 3rd, 08)

     

    August 29

    My Beloved Thailand

    With the current situation, I pray for peace, justice, and Thailand's best interest....
     
    วันนี้ฟังข่าวแล้ว งง โกรธ ขำ กลุ้มใจ ปนกันไปหมด ... ความคิดแวบแรก คือ ทำไมไม่มีใครออกมาจัดการนะ... แล้วก็นึกใหม่ แล้วเราล่ะ ทำอะไรได้
    นึกไม่ออกจริงๆ สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ ขณะที่อยู่ที่อเมริกา ตอนจะเที่ยงคืน...
     
    พระสยามเทวาธิราช โปรดปกป้องคุ้มครองประเทศไทยและคนไทยด้วยเถิด
     
    สยามะเทวาธิราชา
    เทวาติเทวา มหิทธิกา
    เทยยรัฏฐัง อะนุรักขันตุ
    อาโรคะเยนะ สุเขนะ จะ
    เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ
    สุวัตถิ โหตุ สัพพะทา
    สยามะเทวานุภาเวนะ
    สยามะเทวะเตชะสา
    ทุกขะโรคะภะยา เวรา
    โสกา สัตตุ จุปัททะวา
    อะเนกา อันตะรายาปิ
    วัสสันตุ อะเสสะโต
    ชะยะสิทธิ ธะนัง ลาภัง
    โสตถิภาคะยัง สุขัง พะลัง
    สิริ อายุ จะ วัณโณ จะ
    โภคัง วุฑฒี จะ ยะสะวา
    สะตะวัสสา จะ อายู จะ
    ชีวะสิทธี ภะวันตุ เมฯ
    August 21

    เรื่องดีใจ ^_^ Happy (lucky) Story!

    เมื่อวานนี้ (20 สิงหา ตามเวลาท้องถิ่น) ที่แผนกมีงาน Fun Day รับเทศกาลโอลิมปิก คือ มีการจัดทีมแข่งเกมต่างๆ เช่น ใบ้คำ วาดรูปทายคำ โยนถุงถั่วลงรู ฯลฯ การแข่งเกมต่างๆมีไปประมาณอาทิตย์กว่าๆแล้ว เมื่อวานนี้เป็นพิธีปิด ในงานมีการจับฉลากแจก gift card มากมาย (ประมาณ 20 ใบได้)
     
    ว่าด้วยเรื่องการแข่งเกม ทีมที่ปัญอยู่ (มีทั้งหมด 8-9 ทีม ทีมละ 10-15 คน) ก็ผ่านการแข่งขันมาเรื่อยๆจนถึงรอบชิงที่ตัดสินด้วย Guitar Hero คนจัดก็เข้าใจทำ บอกให้ส่งตัวแทนมาก่อนที่จะบอกว่าเล่นเกมอะไร พอบอกว่าเป็น Guitar Hero ทั้ง 2 ทีมก็ยกมือขอเปลี่ยนตัวกันใหม่...แต่ก็ขำๆ เค้าก็ไม่ให้เปลี่ยนตัวหรอก ก็สรุปว่าก็เล่นกันไป ทีมปัญแพ้เลยได้ที่สอง ได้รางวัลเป็น Gift card $10
     
    ระหว่าการเล่นเกมจะมีการคั่นรายการด้วยการจับรางวัลเป็นระยะๆ ซึ่งก็รู้สึกโชคดีมากๆเพราะว่าได้ Gift card $25 มากับเค้าด้วยเหมือนกัน พอปิดรายการ มีการจับรางวัลใหญ่ครั้งสุดท้ายซึ่งเป็น Wii ....แล้ว Debbie คนจับฉลาก ก็ตะโกนว่า "ปัญ" (เค้าออกเสียงชัดมากอะนะ) แล้วอาการปัญก็เป็น ตกใจSurprisedนี่จริงเหรอ Surprised จริงนะOpen-mouthedจริงนะ Open-mouthedจริงน้า.....Open-mouthed ดีใจสุดๆเลย
     
    สรุปว่าตอนนี้คุณปัญก็มี Wii เป็นของตัวเองแล้ว (วันนี้ลองเล่นกับพี่ตาล ขำๆดี) ตอนนี้เลยงดกิน งดใช้ เก็บตังค์ซื้อ accessories ของน้อง Wii ฮิฮิ.......ดีใจ
     
    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
     
    Yesterday (Aug 20 local time), CAC had another Fun Day event. This fun day should actually be called fun days as it was the CAC Olympic. The openning ceremony was set up about a week ago (same day as the actual Olympic). We were grouped into 8-9 teams. Each team had 10-15 members. And we played some board games like Taboo, Catch Phase, Pictionary, as well as some back yard games like baggo. My team was in the top 4 team so we went to play-off yesterday.
     
    Top 4 teams played a game (which I don't know how to call in English) that you have one actor with the rest of the team be the guessers. Then, my team moved on to the top 3 teams. We played boxing in Wii and every team won 1 and lost 1 so we played tennis again. My team again moved on to the championship match which was Guitar Hero!!! Apparently, we didn't know which game to play before sending a representative. So, my team wasn't lucky enough to win the gold medal. We were the runner up so we recieved $10 gift card from Target.
     
    In the close out, there were 2 sets of raffle. One for bunches of gift cards and the other for Wii. I was so glad that I won the $25 gift card from Target....and didn't expect anything more. Who knows...I won the Wii as well!!! I wasn't sure that it was real until I hold the Wii in my arms and put it in my car.
     
    It was such a bless!!! And I couldn't be happier!!! So, I named my Wii console "Raffle" to remind me how wonderful that lucky moment was!
     
     
    August 04

    เรื่องเสียใจ...T_T

    เมื่อวานนี้ไปร้าน Tan A เป็น supermarket Asian ที่ใหญ่ที่สุดใน Richmond (ขนาดประมาณโรงอาหารวิศวะ) แต่ก็มีของเยอะมากพอจะอยู่ได้สุขสบาย...ปัญก็ซื้อของตามที่ตั้งใจไม่ว่าจะเป็น ข่า ตะไคร้ (แต่ไม่มีขายใบมะกรูด น่าเบื่อ) ผักคะน้า ซีอิ๊ว น้ำปลา...ฯลฯ เดินไปเรื่อยๆจนถึงมุมแช่แข็ง ที่ตู้แช่แข็งสุดท้ายจะต้องแวะไปดูอาหารแช่แข็งที่รสชาติไทยแท้ที่สุดเท่าที่จะหาได้แถวนี้ "อาหารแช่แข็ง S&P" แต่ปรากฏว่า... ไม่มี!!! ไม่มีไม่ว่า มันมีเกี๊ยวแช่แข็งของจีนมาวางแทนที่แบบบอกให้รู้ว่าจะไม่มาเติมแล้ว ฮือออออออออออออออ.....ใจร้าย
     
    (บ่นเหมือนกินบ่อยเนอะ ฮิฮิ จริงๆก็กินประมาณ....อืมมม 2 เดือนครั้ง แหะแหะ แต่มันเป็นอาหารกันตายระดับพรีเมี่ยมนะ ยังไงก็ควรมีไว้ดิ...Embarrassed สงสัยเค้าเลิกขายเพราะว่ากิน 2 เดือนครั้งนี่แหละ...เฮ้ออออ)
     
    July 28

    Annyeong haseyo!!!

    ตอนนี้มีกิจกรรมใหม่ค่ะ หลังจากดูหนังเกาหลีที่หม่าม้าส่งมาอย่างบ้าระห่ำ (10 ชั่วโมงเมื่อ weekend ที่ผ่านมาEmbarrassed) ก็รู้สึกเกิดแรงบันดาลใจสุดๆ วันนี้ก็เลย search web ที่สอนภาษาเกาหลี พอดีไปเจอเว็บนี้ ลองเข้าไปดูแล้วดีสุดๆ http://rki.kbs.co.kr/learn_korean/lessons/e_index.htm#
     
    ตอนนี้เลยกะว่าจะเรียนวันละบท ฮิฮิ (ยังเก็บหลังเกาหลีไว้อีกเรื่องนึง ไว้หัดซักพักก่อนค่อยเอามาดู)...เอ่อ จะเรียกว่าอาการหนักก็เป็นได้นะ ขำๆ
     
    สงสัยว่าจะต้องหาหนังจีน (ซีรี่ส์อะนะ) มาดูบ้าง ใครมีสนุกๆ (เอาแบบพูดจีนบรรยายไทยนะคะ) ส่งมาหน่อยดิ จะ build อารมณ์อยากพูดภาษาจีน อ้อ...ถ้ามีเว็บสอนภาษาจีนดีๆส่งมาบ้างนะคะ
     
    วันนี้ไปละค่ะ Annyeong hi gaseyo---byeeeee Open-mouthed
    July 15

    4th July Weekend at NYC: Part 1 ก่อนการมาของเจน

    วันหยุดคราวนี้เริ่มอย่างเหน็ดเหนื่อยเล็กน้อย...เริ่มจากวันที่ 3 ก็ดูดฝุ่น ล้างห้องน้ำ ล้างจาน ล้างครัว ถูบ้านทั้งหลังเพื่อต้อนรับการมาของ "เจน" (เจนเป็นเพื่อนตั้งแต่เรียนอัสสัม ก็...ป.6 ได้) หลังจากสะบักสะบอมกับการจัดบ้านให้ดูดี ก็จัดกระเป๋า เตรียมของไปเที่ยว กว่าจะเสร็จก็เกือบเที่ยงคืน
     
    วันที่ 4...วันจริง ตื่นตี 4 ค่ะ เพื่อไปขึ้นเครื่องบินไปนิวยอร์ก (ตื่นเต้นๆ) เครื่องบิน smooth ถึงที่หมายเร็วกว่ากำหนด แล้วคุณปัญก็ไม่ได้ load ของเลยออกมาได้เลย ก็ลากกระเป๋าไป Air Link (รถไฟฟ้า(ลอยฟ้าบางช่วง)เหมือน BTS จาก JFK airport) ไปสถานีรถไฟ Jamaica จากนั้นก็ต่อ LIRR (เป็นรถไฟธรรมดา) เข้ามาที่ Manhattan ต่อรถใต้ดินสาย 1 จาก Penn Station ไปที่ Union Sq แล้วก็ต่อสาย L เพื่อไปบ้านโจ้...เรียกว่าสะบักสะบอมได้ที่ (ขึ้นครบหมดทั้งลอยฟ้า บนดิน และใต้ดิน แถมลากกระเป๋าปุกๆๆๆไปด้วยตลอดทาง Confused) ก็สนุกดี ....ต้องขอบคุณโจ้มากๆที่ให้ที่พักพิงกลางเมืองที่แพงมหาโหดให้ปัญกับเจนนะ Wink 
     
    เนื่องจากเครื่องเจนมาลงบ่ายโมงและปัญก็ไม่รู้จะทำอะไร...โจ้บอกว่าจะไปซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้านเลยตามไปด้วย คิดแล้วก็ขำๆ บินมาถึงนิวยอร์กแล้วก็ไป IKEA อีกจนได้ ฮิฮิ...ก็ overview ให้โจ้กับน้องอีกคนฟังว่าการซื้อของ IKEA มันต้อง expect อะไรบ้าง แล้วก็ออกเดินทางไปรับเจน...ลืมบอกไป การไป IKEA ก็ต้องนั่งใต้ดินไปต่อรถเมล์ เพราะฉะนั้นขากลับก็เป็นรถเมล์ต่อใต้ดิน แล้วก็ไปต่อ LIRR ต่อ Air Link อีกรอบ (สุทธิเวลาเดินทางสิริรวม 2 ชั่วโมงเต็ม...เฮ้อออ ถ้าอยู่ Richmond นี่สามารถเดินทางไปถึง DC เลยนะ) เนื่องจากกระเป๋าเจนใหญ่ (ก็มาจากเมืองไทยก็ต้องใหญ่อยู่แล้ว) เลยขึ้น taxi กลับบ้านโจ้ (ใช้เวลาเดินทางครึ่งชั่วโมงเท่านั้น...เฮ้อออออ)
     
    เย้! ในที่สุดเจนก็มาถึง และเราก็ไปถึงบ้านโจ้กัน Open-mouthed
    June 09

    Pan's tour: Atlanta

    เมื่อประมาณ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมาไปเที่ยวกับหม่าม้าที่ Atlanta GA หลายๆคนก็คงเคยได้ยินชื่อเมือง Atlanta แต่ก็ไม่รู้ว่ามีอะไรให้เที่ยว
     
    จริงๆแล้ว Atlanta ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวสุดฮิตในอเมริกาแต่อย่างใด แต่ก็มีอะไรให้เที่ยวอยู่เหมือนกัน จัดว่าก็เป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่ง เป็นเมืองธุรกิจทางใต้ และเป็นที่รวมของ Consulting Firm ใหญ่น้อยมากมาย (ไม่ค่อยเกี่ยวกับเรื่องเที่ยว แต่เป็นเรื่องจริง ฮิฮิ) อ้อ...เป็นที่ตั้งของ Georgia Tech มหาลัย IE อันดับหนึ่งตลอดกาล Open-mouthed
     
    ที่เที่ยวที่เค้าว่ากันว่าค่อนข้างน่าสนใจก็มี Art Musuem อยู่ทางตอนเหนือของเมือง, CNN HQ (แต่หลายคนกระซิบมาก่อนว่าไม่คุ้มค่าตั๋ว), Georgia Dome-Home of Atlanta Falcon (ทีมอเมริกันฟุตบอลใน NFL ที่ฤดูกาลที่ผ่านมาประสบมรสุมชีวิตมากมาย...ถ้าเป็นพวกบอลธรรมดาคงตกชั้นไปแล้ว...น่าสงสาร) และ บ้านของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง...ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาคุณปัญจพรและหม่าม้าไม่ได้ไปแวะเยี่ยมเยียนแต่อย่างใด เพราะรู้สึกว่าไม่ค่อยตรง spec Wink เอาที่ที่ไปดีกว่าเนอะ
    • Georgia Aquarium: จะว่าไปก็น่าไป ไม่ใหญ่มาก (ถึงแม้จะเป็น Aquarium ที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ตาม แต่มีพื้นที่ให้เดินไม่เยอะมาก) ตู้ปลาใหม่และสวย เนื่องจากเค้าเน้นขายปลาวาฬ 2 แบบ คือ Whale Shark กับ Beluga มันก็เลยมีตู้ใหญ่เบิ้ม สูงมากๆ สวยมากๆให้เจ้าพวกนี้อยู่กัน เจ๋งดีๆ ถ้าใครจะไปควรจองตั๋วออนไลน์นะคะ เพราะว่าถูกกว่าและไม่ต้องเสียเวลาต่อคิว (ค่าตั๋วประมาณ $30...ถือว่าเป็นค่าอาหารปลาเจ้าตัวใหญ่)
    • The World of Coca Cola: คนทั่วไปเรียกกันว่า Coke Museum แปลกดี ตอนเข้าไปก็สนุกดีนะ กลับมาถึงบ้านนึกๆดู มันก็ไม่มีมากนะ ฮิฮิ...ก็เข้าไปก็มีพวกขวดโค้กสวยๆขนาดใหญ่ให้ถ่ายรูป มี line การผลิตแบบย่อให้ดู (คือ มันก็เห็นจนชินอะนะ ไม่ว่าจะเป็น line shampoo, beer, wine หรือ coke มันก็เป็นถัง stainless ใหญ่ๆ แล้วก็ต่อท่อไปใส่ลงขวด...เหมือนกันทุกที่แหละ) แล้วก็มีพวกโปสเตอร์จากที่ต่างๆในโลก น่ารักดีเหมือนกัน มีหนัง 4D ให้ดู (เป็น 3D แบบ simulation เก้าอี้สั่นๆได้) อันนี้สนุกนะ จากนั้นก็มี ที่กดน้ำเป็นเครื่องดื่มที่ขายในประเทศต่างๆจากหลายๆที่ในโลกมาให้กดกินฟรี แล้วก็ออกไปเป็นร้านขายของที่ระลึก จบ...สำหรับคนที่จะไปนะคะ ไปจอดรถที่ Coke Musuem (วันละ $10) เดินไป Coke Musuem และ Aquarium ใกล้กว่าที่จอดรถของ Aquarium มาก

    สรุปว่าไปแล้วสนุกดีค่ะ...มีหลายคนเตือนว่าถ้าไปเที่ยว Atlanta อย่าไปพัก Downtown ให้ไปพักแถวๆ Buckhead จะปลอดภัยกว่า...คราวนี้ไปพัก Intercontinental Buckhead หรูหราสวยงาม บริการประทับใจค่ะ (จองผ่าน Hotwire.com ด้วยราคา $86 รวม tax & fee เป็น $100 เท่านั้น!)

    May 12

    Shopping Policy

    ไม่ค่อยได้เขียนอะไรกิ๊กกั๊กแบบสาวๆมานาน (หนักไปทางเข้าครัวกับชีวิตวุ่นๆซะมาก) ก็เลยเขียนซะบ้าง...
     
    อันนี้เป็นสิ่งที่คิดได้มาซักพัก ซึ่งสอบถามกับเพื่อนๆสาวๆแถวนี้ทั้งไทยและต่างชาติก็มีความเห็นใกล้เคียงกัน
     
    การซี้อรองเท้า: การไปเดินหาซื้อรองเท้าเป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นกิจวัตร ความถี่ขึ้นกับความจำเป็นและความสามารถในการจ่ายของแต่ละคน รองเท้าเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง คือเมื่อถึงเวลาที่ต้องการรองเท้าเฉพาะบางอย่างเพื่อให้เข้ากับชุดหรืองานบางอย่างแล้วค่อยไปซื้อ จะใช้เวลาอย่างน้อยเป็นวันกว่าจะหาคู่ที่พอจะโอเคเจอ ต้องโชคดีมากๆถึงจะหาคู่ที่เรียกได้ว่าถูกใจจริงๆเจอ เพราะฉะนั้น การเดินหาซื้อรองเท้า ต้องทำเป็นกิจวัตร (เช่น เดือนละครั้ง หรืออาทิตย์ละครั้งก็ว่ากันไป) ถ้าเจอคู่ถูกใจก็ซื้อ
     
    การซื้อเสื้อผ้า: ไม่ควรไปบ่อยๆ ไปทีไรได้ซื้อทุกที แต่ถ้าถึงเทศกาลลดราคา ถ้าไม่ติดอะไรจริงๆควรหาเวลาไปให้ได้ Wink
     
    การซื้อเครื่องสำอาง: คล้ายๆกับเสื้อผ้า แต่ว่าไม่ควรซื้อตามความพอใจอย่างเดียว เครื่องสำอางใช้แล้วหมดไป ถ้าคำนวณได้ว่ากว่าจะถึงรอบลดราคาหน้าต้องใช้กี่กระปุกก็ซื้อตุนไว้เลยได้ หลังจากนั้นไม่ควรไปซื้อบ่อยๆ
     
    การซื้อกระเป๋า: ....เอ่อ...ไม่มี policy เพราะจะมีคนซื้อมาให้เป็นของขวัญตามโอกาสต่างๆอยู่แล้ว
     
    การซื้อเครื่องประดับ: ถ้าตังค์ก็ซื้อของจริง ซื้อเมื่อมีเงินเก็บมากพอ และต้องมั่นใจว่าซื้อแล้วไม่กระทบกับสภาพคล่อง...ถ้าไม่มีตังค์ (แบบปัญ) ก็แนะนำว่าไปสำเพ็งค่ะ ต่างหูโหลละ 50 บาทเท่านั้น Open-mouthed
     
     
    April 27

    Key Words

    พักหลังๆเพื่อนๆนิยมไปเล่น facebook หรือ hi5 กันมากกว่า ทำให้ผู้เยี่ยมเยียนมีน้อยลง แต่ก็ไม่เป็นไร...(คิดว่ามันคนละอย่างกันนะ รู้สึกว่า space ถูก design มาไว้เขียนมากกว่าไว้แปะรูป)
     
    ความสุขของการมี Blog อย่างนึงก็คือ ว่างๆก็ไปดูว่าใครมาแอบดูเราบ้างนะ Wink  ไม่รู้ว่าบรรดาเจ้าของ blog คนอื่นๆจะเข้าไปดู Statistics ของตัวเองบ้างมั้ยว่ามีใครเข้ามาใน blog เราบ้าง จากช่องทางไหน คือ ของ msn อันนี้จะบอกว่า link ที่คนเข้ามามาจากทางไหน แต่ไม่ได้บอกหรอกนะว่าเป็นใคร...ในวันปกติจะมีการเข้ามาใน blog ของปัญประมาณ 7 ครั้ง (ถ้าเป็นช่วงที่เพิ่งใส่รูปหรือ up blog ก็จะเยอะขึ้นและเป็นพวกเพื่อนๆ) ประมาณ 4-5 ใน 7 จะมาจากการ search จาก Google.co.th เรื่องน่าสนใจอยู่ที่ว่า Key Word อะไรนะที่คน search กันแล้วเข้ามาใน blog ปัญ Open-mouthed 
     
    เริ่ม list กันไว้เลยดีกว่า (As of April 29):
    • การแนะนำตัวเป็นภาษาอังกฤษ (อันนี้เห็นบ่อย มักจะมาคู่กับอันถัดไป...ฮิฮิ)
    • สัมภาษณ์ P&G
    • สูตรทำวุ้น (อันนี้ก็เห็นบ่อย...พอๆกับอันถัดไป)
    • การทำเต้าหู้นมสด 
    • http://www.mathcenter.net axiom (อันนี้เห็นครั้งแรก)
    • ตึกสินธร แผนที่
    • การเกิดหิมะ (อันนี้แนะนำให้ลอง search ดูจาก google.co.th นะ มี result อยู่อันนึงน่าสนใจมาก)
    • ปอเปี๊ยะสด spring roll
    • แกะย่าง
    • ตาปลา (รวมทั้ง "วิธีรักษาตาปลา" เห็นบ่อยมาก)
    • แป้งเค้กสำเร็จรูป
    • สปาเพิร์ม

    ไว้จะเริ่มทำตัวนับแล้วทำ Pareto ดูกันดีกว่าว่าข้อมูลที่ปัญพิมพ์ไว้ใน blog เนี่ย อะไรเป็นสิ่งที่คนไทยเอาไปใช้มากที่สุด ^_^

     
     

    March 27

    Not so sad SAS training ^_^

    สัปดาห์นี้มี Training ค่ะ เรียนเกี่ยวกับโปรแกรมที่ทำงานด้านสถิติชื่อ SAS โดย SAS Institute เป็นการเทรน 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นนาน 4 วันรวด....(อืมมม เหมือนกลับไปเป็นนักเรียนมัธยมอีกครั้งยังไงไม่รู้ Sarcastic)
     
    เรื่องเรียนนี่ก็ไม่มีอะไรมาก เรื่อยๆ คนที่มาสอนทำให้นึกถึงอาจารย์เคเคภาคคอมนิดๆ คือ เป็นคุณป้าไม่สูงนัก (แต่ว่าป้าคนนี้อ้วนกว่าอ.เคเคมากนะ) แล้วก็ดู...เหมือนครูสอนสังคม หรือภาษาไทย (แต่ว่าเค้าเก่ง Stat กับ SAS programing มากนะ) แล้ววิธีการสอนก็คือเล่าไปเรื่อยๆ ช้าๆ เสียงต่ำๆ มันก็เลย...เอ่อ Sleepy สุดๆ ฮะฮะ เรียกว่าลมปราณแตกซ่านทุกๆ 15 นาที (สั้นเนอะ) สมาธิกระเจิง
     
    เรียนๆไปก็รู้สึกว่า อืมมม ต้องรำลึกความหลังกันแล้วล่ะ...สองวันแรกเป็นพื้นฐานการเขียน SAS program ประมาณพวก If then else, do while, do until และที่สำคัญคือพวก Data manipulation วันนี้กับพรุ่งนี้เป็น ANOVA, Regression (ไม่รู้เพราะเป็นการเรียนครั้งที่ 4 หรือ 5 ในชีวิตก็ไม่รู้นะ รู้สึกว่าเค้าสอนเข้าใจกว่าตอนอยู่จุฬาอีก...แหะแหะ) แต่ว่ามันลงลึกกว่าที่คิดไว้นะ เลยรู้สึกว่าต้องคุ้ยหนังสือเก่าขึ้นมาอ่านบ้าง
     
    แต่ว่าการที่จะเขียน SAS ได้ก็ทำให้ความกดดันที่จะทำงานบางอย่างลดลงมาก แล้วก็รู้สึกว่าจะได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นอีกจากงานที่ทำ (ดูดีปะ...ฮิฮิ)
     
    การไปเทรนนี่ก็ทำให้นึกถึงอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องวิศวะ และเลือกมาทำงานทางนี้ ...คือ คนที่ไปเทรนมีทั้งหมด 20 คน...มีผู้หญิง 2 คนเท่านั้น...คือ มันก็เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เลือกเรียนวิศวะแล้ว เข้ามาทำงานที่นี่ด้วย Analyst Job Family ก็คล้ายๆอย่างนี้อีกเหมือนกัน คือผู้ชายเยอะกว่ามากๆ จำได้ว่าก่อนเอนทรานซ์จะมีคนบอกว่าเข้าไปเรียนวิศวะจะมีแต่ผู้ชายนะ พอดีไม่เคยมีใครบอกว่าถ้ากะจะเดินต่อในสายงานที่คนที่เรียนวิศวะไปทำเยอะๆ มันก็จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ (คนแถวนี้เรียกว่า Male Dominated Environment) อันนี้เป็นแค่ข้อสังเกตนะ ไม่รู้ว่าชินหรือว่า Balance out ชีวิตตอนเด็กๆที่เรียนหญิงล้วนก็ไม่รู้นะ แต่ว่าปัญก็โอเคนะ ไม่มีปัญหา Open-mouthed
     
     
     
     
    March 16

    ทำกับข้าวกับ Ina Garten กันเถอะค่ะ

    ไม่ค่อยได้เขียนถึงอาหารเลยเนอะ หลังๆเนี่ย...เขียนซักหน่อยละกัน พักหลังๆนี่ก็ทำอาหารแบบมั่วๆน้อยลงเพราะชอบดูรายการของ Ina Garten ชื่อ Barefoot Cortessa (มีหนังสือทำอาหาร ชื่อเดียวกัน)
     
    แกะเมดิเตอร์เรเนียน
    We had great meals with this lamb cooking in Mediteranian style                      It was awesome...(especially when you didn't spend your fortune ^_^)
    สิ่งสำคัญอยู่ที่ตอนหมักแกะค่ะ Ina บอกว่าหมักข้ามคืนได้ยิ่งดี ในสูตรเค้าเอาไปทำ Kabab แกะย่าง แต่ว่าปัญใช้ Lamb Upper Shank ก็โอเคดี หรือว่าถ้าเป็น Lamb Loin หรือ Rack of Lamb ก็ได้เหมือนกัน นุ่มมาก (แต่แพง Confused) แกะย่างนี้ทำง่ายกว่าที่คิดมากนะ ตอนแรกก็เอาแกะมาล้าง ซับแห้ง หั่น...หั่นไม่ต้องบางมาก หนาประมาณ 1-1.5 นิ้วละกัน สัดส่วนน้ำหมักอันนี้สำหรับแกะหนักประมาณ 1.4 กิโล (3 lbs) นะคะ
     
    น้ำมันมะกอก (extra virgin) 1/2 ถ้วย + ไวน์แดง (แนะนำว่าเป็นไวน์อิตาลี ตอนปัญทำใช้ Pinot Noir ค่ะ) 1/2 ถ้วย + Red Wine Vinegar 1/4 ถ้วย (Ina บอกว่าน้ำส้มสายชูไวน์แดงจะเป็นตัวเชื่อมรสชาติของแกะเองและไวน์แดงให้กลมกลืนกัน เพราะฉะนั้นไม่ใส่ไม่ได้ค่ะ)+ กระเทียมสับประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ + Rosemary สับหยาบประมาณ 2 ต้น + Thymes สับหยาบประมาณ 4 ต้น (สองอย่างหลังนี่เอาแต่ใบนะคะ ไม่เอาต้น และมีขายที่ Food Hall ที่เซ็นทรัลแน่ๆค่ะ ถูกกว่าราคาขายที่อเมริกาอีก) และเกลือกับพริกไทยพอประมาณ (อย่างละ 1 ช้อนชาได้)
     
    ก็อย่างที่บอกค่ะ หมักข้ามคืน แล้วพอจะทำก็ตั้งกระทะและน้ำมันเล็กน้อย (พอไม่ติด) เอาแกะเรียงลงไป อย่าให้ทับกันค่ะ ไฟแรงก่อนประมาณนาทีนึงแล้วกลับข้างรออีกนาที แล้วก็หรี่เหลือไฟกลางประมาณ 3-4 นาทีแล้วกลับข้าง รอ 3-4 นาทีเหมือนเดิม จะได้แกะที่ปัญว่า...Medium Well ค่ะ ถ้าชอบดิบๆเลือดโชกๆก็ลดเวลาตรงไฟกลาง Ina อธิบายว่าเราต้องการให้เนื้อด้านนอกสุกอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะบล๊อครสชาติและน้ำอะไรก็ตามที่อยู่ด้านในไม่ให้ระเหยและแห้งไปหมดเลยใช้ไฟแรง จากนั้นหรี่ไฟเพื่อให้ตรงกลางค่อยๆสุกโดยที่ข้างนอกไม่ไหม้ค่ะ
     
    ซอสก็ใช้น้ำหมักที่เหลือเทลงในกระทะ ตั้งไฟ เติมน้ำต้มไก่ครึ่งถ้วยบีบมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ สับพวก Rosemary กับ Thymes ลงไปเพิ่มอีกเล็กน้อย จะได้เป็นน้ำราดใสๆนะคะ แต่ว่าเสริมรสชาติกันดีมาก
     
    ปัญจะหั่นหอมใหญ่เป็นแว่นๆและวางย่างบนกระทะต่อจากแกะเพื่อให้ได้รสชาติจากแกะ แล้วทานเป็นเครื่องเคียงค่ะ
     
    เมนูนี้ลองทำไป 2 ครั้ง ครั้งแรกใช้ไวน์แดง Cabernet มั้ง ของออสเตรเลียที่ถูกที่สุดเท่าที่หาได้ (ไม่ถึง $3 ประมาณ 100 บาทถ้วน) แต่ไวน์ที่ดื่มเป็นไวน์อิตาลี Pinot Noir ยี่ห้อ Cavit หรือไงนี่แหละ ก็โอเคเลยนะ ไม่เคยกินอาหารที่รู้สึกว่า compliment กับไวน์ได้ดีอย่างนี้มาก่อน ครั้งที่สองใช้ Pinot Noir ขวดเดิมหมักและดื่ม ก็รู้สึกว่ามันเข้ากันได้ดีกว่าละนะ แต่ไม่ได้ต่างมาก ถ้าอยู่เมืองไทย เห็นเค้าฮิต Penfold (หรือที่เรียกว่า Bin) กัน ขวดละหลายตังค์ ตอนหมักก็ใช้ถูกหน่อยก็ได้มั้ง
     
    ซุปทะเลบูดาเปส
     

    IMG_6602

    อันนี้เพิ่งทำครั้งแรกวันนี้เลยล่ะ ออกมาโอเคเลยนะ ทำง่ายกว่าแกะอีก แต่ว่าสูตรเค้าหม้อใหญ่เกินจริงๆ...ฮะฮะ

    เริ่มจากเตรียมหั่นปลาครึ่งกิโลเป็นชิ้นใหญ่ๆ กุ้งแกะเปลือกชักไส้ประมาณ 3 ขีด และหอยแมลงภู่ประมาณ 1 กิโลพักไว้ จากนั้นหั่นมันฝรั่ง (รุ่นเปลือกบางๆสีเหลืองอ่อนๆ) 2 ลูก หอมใหญ่ 2 ลูก และ Celery 1 ต้น ให้เป็นลูกเต๋าขนาดประมาณ 1 ซม. แล้วก็เอาไปผักผัดกับน้ำมันมะกอกประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ (จริงๆในสูตรเค้าไม่ใช้ celery นะ แต่เค้าใช้ fennel แต่ไปกี่ร้านกี่ร้านก็หมด เลยใส่อันนี้แทน) ผัดไปเรื่อยจนทุกอย่างนิ่มและหอม (ประมาณเกือบ 10 นาที) ไฟไม่ต้องแรงนะคะ เดี๋ยวไหม้ จากนั้นก็เติมไวน์ขาว  2 ถ้วยตวง(ซึ่งปัญก็ใช้ยี่ห้อของออสเตรเลียอันนั้นที่ถูกที่สุดอีกตามเคย Tongue out) เติมมะเขือเทศสับกระป๋อง 1 กระป๋อง กับมะเขือเทศบด (Tomato Puree) อีก 1 กระป๋อง เติมน้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง คนๆ เติมเกลือ เติมพริกไทย ต้มไปซัก 5 นาที เร่งไฟแรงสุด เติมปลา (ปัญใช้ salmon แต่ในสูตรใช้ Halibut กับปลากระพง) กุ้งและหอยแมลงภู่ หรี่ไฟปิดฝาให้เดือดต่อประมาณ 15 นาทีค่อยดับไฟ

    จริงๆแล้วในสูตรบอกให้ใช้น้ำซุปซีฟู้ดซึ่งปัญไม่รู้จะไปซื้อที่ไหน จะต้มเองก็เหนื่อยเกินกว่าจะได้กิน เลยใช้น้ำเปล่าแทน และก็ไม่แกะเปลือกกุ้ง (หวังลมๆแล้งๆว่าจะทำให้รสชาติเข้มข้นขึ้นได้)...แต่ว่าก็ออกมาเป็นที่พอใจมากนะคะ

    เคล็ดลับการล้างหอยแมลงภู่ของ Ina คือ ให้ละลายแป้งสาลีกับน้ำ แล้วแช่หอยแมลงภู่ไว้ มันจะคายดินออกมาค่ะ แต่พอทำจริงพบว่าหอยแมลงภู่ที่ซื้อมาไม่ได้ดินเยอะเท่าไหร่ แต่ได้กากๆดำๆที่มันอมไว้น่ะ ดึงออกยากมากๆ เหมือนเล่นชักเย่อกับหอยแมลงภู่เลย...เฮ้อ...

    วันนี้นอกจากจะทำซุปทะเลแล้วยังต้มพะโล้ไว้ด้วย เตรียมต้อนรับวันจันทร์ออย่างขันแข็ง อาทิตย์หน้าทั้งอาทิตย์ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องทำข้าวกล่องเลยล่ะค่ะ

    December 03

    Early birds (and early worms)

    When I was young, I heard people say "ไม่มีนกที่ตื่นเช้าตัวใดไม่ได้กินหนอน". Unsurprisingly, it probably a universal proverb as we have the word "early birds" in English.
     
    It seems like the "Birds" in the US could not being more collaborative in being so early on the so called Black Friday morning, the day after Thanksgiving. It is the day where all stores open so early (most of them open at 5 a.m.) and offer ridiculous sale on items with limited quantities. So, every year, hundreds of people start lining up at the door since midnight, in almost 0 degree celcius in a lot of area, in order to be the first getting into the store. It is the day that both Visa and Mastercard know what their transaction capacity of 36 million transactions/hr and 140 million transations/hr, respectively, is for. Legendary says, it is the day which the stores' financial reports could change from red to black.  
     
    "We (, the birds,) need to get the deals (, the worms,) early in the morning." --- consumers think...
     
    "We (, the birds,) need to open early to welcome all the shoppers (, the worms)." --- stores think...
     
    Everyone think he/she was the bird. I think somebody would have unconciously been the worms. Wink
     
    So, worm Pan and worm Pong got stuck in the traffic 1.5 miles away from the bird nest outlet mall at exact midnight of Black Friday morning. We, the very determined worms, finally reached the bird nest outlet mall joining thousands of earlier worms (who thought they were birds). We then entered to serires of worms battles; entering the store, selecting merchandise, and checking out. After surrendering to battles and spending nothing for 3 hrs, worm Pan found herself in a battle-free bird nest. With total spending of $65, worm Pan was injured but still survived.
     
    Open-mouthed
     
     
    September 02

    Meetings

    Time has flied! I've been working for almost 6 months now! (without sharing anything work related stories at all...haha)
     
    As I don't actually have any working experience in Thailand before, it's hard for me when I was hitted by the questions like "How is working in the US like?" or "How is it different from working in Thailand?". Obviously, those are comparison questions which I couldn't answer. Rather than tell nobody nothing, I think I just tell something I feel interesting Wink. Hopefully, any of you may find it's interesting as well.
     
    We have tremendous meetings here. There are several kinds of meetings at Capital One (I'm not sure if other companies in the US would do the same thing.)...basically 3 main kinds for me:
     
    1. Project or Work stream meetings: meetings that are set up for discussion on a particular work or project. It could be an occurance or a series. This probably is the most common type of meeting (at least I feel it's common.) We could catagorize them into 2 groups:
     
    1.1 Project/Work stream meetings that we are accountable or responsible for

    1.2 Project/Work stream meetings that we attend for the sake of curiosity...they could be partly work related. I call it "good to know" meetings.
    2. Team meetings: meetings that are not tied to a particular work stream at all. There are a lot of them here!
    2.1 10/10 meeting (read: ten ten meeting): a 30-min one on one meeting. It's called 10/10 because you'd update you work and life for 10 mins, the other person does so and we'd have another 10 mins to wrap up. I have weekly 10/10 with my direct manager and monthly 10/10 with my manager's manager (skip one level).

    2.2 Focus Group Skip Level: an hour meeting with our team senior director or VP. Associates in the same level join the same meeting. In the meeting at my level contains associate level, senior associate level and principle associate level.

    2.3 "All Hand": a couple hour meeting with the whole big team occurs quaterly.This is my favorite one. I'm not sure if companies in Thailand mostly set this kind of meeting up. There usually be a couple presentations from VP, senior VP, or executive VP (there are so incredibly many levels between just VP to P at Capital One). Each usually talks for 30-50 minutes. The presentations point out our long term goal, short term goal and state where we are for year-to-date and what we aim for the end of the year. Also, overall picture of the industry is briefly described which can let everyone knows what our position is compared to our competitors.
    I really think that All-Hand meetings encourage company loyalty, collaboration within the organization as well as motivation to work toward one goal. I can sense the feeling of people after the meeting that they are more motivated to work. It seems like everyone is re-aligned again quaterly so that they know what they have done and what they are going to do. With that visibility in the objective, people incredibly work smarter and better. Based on my experience with family business style, this is what we lack of. We don't paint a big picture for our employees. They have no idea what they can contribute. They don't think that they add value. At the end, they work routinely like a machine losing what we normally call "common sense". It is difficult to educate people from different backgrounds but I think it would worth to do in a long run.
     
    Well, this is a long story about meetings. Next time I'd have a lot of new stories about home renovation! Yup, I bought a house!!! (Actually, I should say my parents bought a house...haha) I'll put all photos in asap na kaaaa....